ตอนที่ ๑๘ ความกรุณาของพระพุทธองค์

             ครั้งหนึ่ง เมื่อพระองค์เสด็จจาริกเที่ยวสั่งสอนประชาชนตามถิ่นต่าง ๆ ทรงพักค้างคืนอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง.พราหมณ์ชาวนาคนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในถิ่นใกล้ ๆ กันนั้นได้ตั้งใจไว้แต่กลางคืนว่า รุ่งเช้าจักไปฟังธรรมของพระองค์ แต่โชคไม่เข้าข้างเขา อย่างที่เขานึกไว้ โดยที่พอวันรุ่งขึ้น ถึงเวลาที่เขาควรจะไปฟังธรรมนั้น ปรากฏว่าวัวตัวหนึ่งของเขา ได้หายไปเสียตั้งแต่เวลากลางคืน.เขาเป็นคนยากจนมาก ไม่อาจจะปล่อยให้หายเสียเช่นนั้น จึงออกจากบ้าน รีบติดตามวัวไปในป่า โดยหวังว่าจักพบได้ในเวลาอันไม่นานแล้วกลับมาให้ทันฟังธรรมเทศนาพอดี.   (๓๘๕)

             แต่วัวได้ไปไกลเกินกว่าที่เขาหวัง,แม้เขาจะได้พยายามติดตามเป็นอย่างดีแล้ว กว่าจะพบได้ ก็เป็นเวลาเลยเที่ยงวันไปแล้ว เขารีบนำวัวกลับบ้านด้วยความเหนื่อยและอ่อนเพลียเพราะการเที่ยววิ่งหาที่นั่นที่นี่ท่ามกลางแดด. ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ประสงค์ที่จะพักผ่อน หรือไปรับประทานอาหารเสียก่อน แล้วจึงไปฟังธรรม เขารีบตรงไปสู่ที่ที่พระพุทธองค์ประทับโดยหวังว่าอย่างน้อยที่สุด เขาจะได้ฟังธรรมเทศนาตอนท้ายสักนิดหนึ่ง ก็ยังดี.แต่เมื่อเขาไปถึงที่แสดงธรรม ก็มีความประหลาดใยอย่างยิ่ง เพราะว่าธรรมเทศนาสำหรับในวันนั้นยังไม่ได้เริ่มแสดงเลย. ในที่แสดงธรรมนั้นพระพุทธองค์ยังคงประทับอยู่นิ่ง ๆ ในท่ามกลางประชาชนเป็นอันมาก เพื่อรอคอยเขาอยู่ด้วยความอดทน.เขามีความดีใจอย่างสูงสุด เมื่อรู้สึกว่าเขามาไดทันเวลา และได้ค่อย ๆ คลานเข้าไปอย่างเงียบ ๆ ทางท้ายที่ประชุม เพื่อหาที่นั่งสักแห่งหนึ่ง.   (๓๘๖)

             แต่พอเขาเข้ามาที่ประตู พระพุทธองค์ก็ได้ทอดพระเนตรเห็นเขา และได้ตรัสถามว่า เขาได้รับประทานอะไรมาบ้างแล้ว หรือเปล่า? ชาวนาผู้นั้นได้ทูลว่า เขาเพิ่งกลับมาจากการตามวัวตั้งแต่เช้า และไม่ได้หยุดหาอะไรรับประทาน เพราะประสงค์จะไม่ให้พลาดการฟังธรรม เมื่อได้ทรงสดับดังนั้น พระพุทธองค์รับสั่งให้อุปัฏฐากผู้หนึ่งของพระองค์ไปนำอาหารบางอย่างมาให้ชาวนาผู้นั้น และได้ทรงรอจนกว่าเขาจะรับประทานอาหารเสร็จ.   (๓๘๗)

             ฝ่ายชาวนานั้นเมื่อรำงับความหิวและความกระหายแล้ว ได้เข้ามาเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ พระพุทธองค์.พระองค์ได้ทรงเริ่มการแสดงธรรม.เขาจึงได้ทราบ ณ บัดนั้นเองว่าพระพุทธองค์ได้ทรงทราบวาระน้ำใจของเขาว่า เขาต้องการฟังธรรม และได้ทรงนั่งรอคอยเขาอยู่ท่ามกลางที่ประชุมพร้อมด้วยคนเป็นอันมาก จนกระทั่งเขากลับมา.พวกชาวบ้านและภิกษุเป็นอันมากพากันเห็นว่าเป็นของแปลกประหลาดอย่างยิ่ง และไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่พระพุทธองค์ไปทรงเอาใจใส่ในเรื่องอาหารของคนเพียงคนเดียว,ทั้งเป็นเพียงฆราวาสไม่ใช่ภิกษุ.มิหนำซ้ำยังเป็นพราหมณ์ ไม่ใช่สาวกของพระองค์มาก่อนเลย แต่พระกรุณาและความตั้งพระทัยของพระองค์ ซึ่งมีต่อพราหมณ์นั้นได้เป็นผลดียิ่ง หัวใจของพราหมณ์นั้นเต็มตื้นไปด้วยความเผื่อแผ่ของพระองค์ และเมื่อจบธรรมเทศนาแล้ว เขาก็ได้กลายเป็นสาวกของพระองค์จนตลอดชีวิต.   (๓๘๘)

             ในคราวอื่นอีก พระองค์ได้ทรงแสดงความกรุณาต่อชาวบ้านตามธรรมดาซึ่งเป็นเพียงเด็กหญิงคนหนึ่ง ในเมืองซึ่งพระองค์กำลังประทับอยู่ในขณะนั้น มีช่างทอผ้าคนหนึ่งอาศัยเลี้ยงชีพอยู่ด้วยกันสองคนกับบุตรสาว,มีบุตรสาวเป็นผู้ช่วยทำงาน.เด็กหญิงผู้นี้มีความปรารถนาที่จะฟังธรรมเทศนาของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง. แต่ในวันที่พระองค์จะทรงแสดงธรรมเทศนานั้น เผอิญมีงานทอผ้าด่วน ที่เขากับบิดาจะต้องทำให้เสร็จทันในวันนั้น.ดังนั้นเด็กหญิงผู้นั้นจึงได้ตั้งใจ ที่จะรีบทำงานส่วนของตนให้แล้วเสร็จก่อนเวลาจนมีเวลาเหลือสำหรับการไปฟังธรรมเทศนาด้วย.เมื่อเขาได้รีบทำงานส่วนที่เป็นหน้าที่ของเขา คือ ม้วนด้ายที่กรอนั้นเสร็จแล้ว ก็ตั้งใจจะไปส่งให้แก่บิดาที่โรงทอผ้าอีกแห่งหนึ่ง.แต่ในระหว่างทางที่เดินไปนั้น ยังไม่ถึงโรงทอผ้า เขาได้ผ่านที่ซึ่งหมู่ชนกำลังนั่งฟังธรรมเทศนาของพระองค์อยู่. เด็กหญิงผู้นั้นได้วางหลอดด้ายลงและนั่งอยู่แถวหลังสุดของหมู่คนที่นั่งฟัง แต่พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า เด็กหญิงคนนี้พร้อมที่จะเข้าใจธรรมะ และปฏิบัติตามธรรมของพระองค์ จึงรับสั่งให้เข้าไปนั่งใกล้กว่านั้น เพื่อจะได้นั่งฟังถนัดไม่ผิดพลาด.เด็กหญิงนั้นได้เข้าไปใกล้พระองค์ พระองค์ทรงทักทายเพื่อให้เกิดความดีใจโดยตรัสถามว่า เขามาจากไหนและกำลังจะไปข้างไหน.แต่เด็กหญิงนั้น ทั้ง ๆ ที่ทราบดีอยู่ ว่าตนมาจากไหนและจะไปที่ไหนก็ตาม,ได้ทูลว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้า ดิฉันไม่ทราบว่าดิฉันมาจากไหน และไม่ทราบว่าจะไปสู่ที่ไหน."   (๓๘๙)

             เมื่อประชาชนที่นั่งฟังอยู่ ณ ที่นั้น ได้ฟังคำตอบอันแปลกประหลาดที่เด็กหญิงนั้นกล้าหาญทูลตอบแด่พระพุทธองค์ไปเช่นนั้น ก็พากันขัดเคืองเป็นอันมาก เพราะคนเหล่านั้น คิดว่าเด็กหญิงนั้นพูดเล่นตลกกับพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นบุคคลสูงสุดและได้พากันกระซิบกระซาบกันบ้าง,พูดกันบ้างถึงเรื่องที่จะคร่าเด็กหญิงคนนี้ให้ออกไปเสียจากที่ประชุม เพราะการกระทำที่ไม่งดงามนั้น.แต่พระพุทธองค์ทรงทราบถึงความคิดของเด็กหญิงผู้นี้ได้ดี ในการที่ได้กล่าวคำตอบอันประหลาดเช่นนั้นกับพระองค์ จึงได้ทรงห้ามประชาชนเหล่านั้นให้นิ่ง,แล้วพระองค์ทรงเหลียวไปตรัสแก่เด็กหญิงนั้นเพื่อให้อธิบายถึงความหมายของคำที่กล่าวเช่นนั้น.   (๓๙๐)

             เด็กหญิงนั้นได้ทูลว่า "ดิฉันทราบดีว่าดิฉันมาจากบ้านและกำลังจะไปสู่โรงทอผ้า ที่พ่อกำลังทอผ้าอยู่,แต่ข้อที่ดิฉันมาสู่ภพนี้ จากภพไหนนั้น ดิฉันไม่ทราบเลย,และทั้งดิฉันไม่แน่ใจว่า ภพเบื้องหน้าของดิฉันนั้น จะเป็นอย่างไร ดิฉันไม่ทราบสิ่งทั้งสองนี้จริง ๆ แม้แต่อย่างใดอย่างหนึ่งพระเจ้าข้า".   (๓๙๑)

             พระพุทธองค์และประชาชนทุกคนในที่นั้น ได้รู้สึกนิยมชมชื่น ในสติปัญญาและความคิดของเด็กหญิงผู้นี้. ต่อจากนั้น พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมเมื่อจบลง เด็กหญิงผู้ซึ่งได้ตั้งอกตั้งใจฟังแต่ต้นจนตลอดผู้นี้ ได้บรรลุธรรมลำดับแรกของการลุถึงนิพพาน คือ ธรรมขั้นที่เรียกว่า โสดาบัน หมายความว่า ได้เข้าถึงกระแสทางแห่งนิพพานอย่างแน่วแน่ ไม่มีการเวียนกลับอีกต่อไปจนกว่าจะลุถึงนิพพานนั้น.   (๓๙๒)

             ในคราวหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์เสด็จไปตามทางในป่าลึก พระองค์ได้ทรงพบเนื้อตัวหนึ่ง ติดบ่วงของนายพรานดิ้นกระวนกระวายอยู่ พระพุทธองค์ได้เสด็จตรงไปแก้บ่วงปล่อยสัตว์นั้นให้หลุดรอดไป ในทันที,แล้วได้ประทับนั่งอยู่ ณ โคนต้นไม้แห่งหนึ่งใกล้ ๆ ที่นั้นเอง.ในระหว่างนั้นพรานผู้นั้นได้มาที่บ่วงของเขา ขาเหลือบตาดูด้วยความชำนาญเพียงแวบเดียว ก็รู้ได้ทันทีว่า เนื้อติดบ่วงแล้ว แต่มีคนมาแก้ปล่อยมันไป. เมื่อเขาได้เหลียวดูรอบ ๆ เพื่อมองหาตัวบุคคลที่ทำเช่นนั้น ก็ได้เหลียวไปพบนักบวชครองผ้าเหลือองค์หนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ใกล้ ๆ สถานที่นั้น. เขาทราบได้ทันทีว่าต้องเป็นบุคคลผู้นี้เองที่ทำให้เขาต้องสูญเสียเนื้อที่เขาควรจะได้ไปตัวหนึ่ง.เขาบ่นด้วยความโกรธว่า "มากเกินไปเสียแล้วพวกนักบุญเหล่านี้ ! เล่นสหปรกไปเสียทุกหนทุกแห่ง ! เที่ยวทำลายผลประโยชน์ของคนอื่น เพื่อบุญกุศลของตนอย่างไม่เข้าเรื่อง." กล่าวดังนั้นแล้ว เขาได้ยกคันศรขึ้นด้วยความโกรธ หยิบลูกศรเกี่ยวสายแล้วเล็งตรงไปยังพระพุทธองค์ ซึ่งขณะนี้กำลังประทับนั่งสงบนิ่งอยู่ แล้วก็ลงมือยิงพลางพูดว่า "อย่างนี้แล้ว ไม่ต้องเสียลูกศรมากกว่าดอกเดียวดอก."   (๓๙๓)

             แต่ในขณะที่เขาเล็งลูกศรตรงไปยังสมณะผู้นั่งสงบนิ่งอยู่อย่างประหลาดนั้น ปรากฏว่ามือของเขาสั่น ดังนั้นลูกศรที่เขายิงไป จึงพลาดที่หมาย.ตั้งแต่เป็นพรานมาในชีวิตเขาไม่เคยยิงอะไรผิดในระยะใกล้เช่นนี้,เขาจึงโกรธตัวเองหนักขึ้น เขาหยิบลูกศรมาอีกดอกหนึ่ง แล้วยิงไปใหม่ ก็พลาดอีก. เขายิ่งประหลาดใจในการที่ความแม่นยำของเขามาสูญสิ้นไปอย่างกะทันหันเช่นนี้แต่ก็ได้ฝืนยิงไปอีกดอกหนึ่งเป็นดอกสุดท้าย ซึ่งก็พลาดที่หมายอีกอย่างเดียวกัน.ในขณะนั้น ความรู้สึกซึ่งยิ่งไปกว่าความกลัว ได้เกิดขึ้นในใจของเขาจนคันศรและลูกศรตกจากมือ เขาได้หมอบคลานไปสู่ที่ที่พระพุทธองค์ประทับนั่งอยู่ แล้วทูลถามว่า "พระองค์เป็นใคร?"   (๓๙๔)

             พระองค์ได้ตรัสตอบเขาและทรงอธิบายให้เขาทราบถึงความชั่วในการทำลายชีวิต ซึ่งเป็นการง่ายที่จะทำลาย แต่เป็นการยากยิ่งในการที่จะทำให้กลับคืนมาหลังจากที่ถูกทำลายไปแล้ว. พรานผู้นั้นได้ฟังคำตรัสของพระองค์แล้ว มีความจับใจด้วยถ้อยคำของพระองค์ และกิริยาอาการของพระองค์ในการตรัสถ้อยคำเหล่านั้นเป็นอันมาก จนถึงกับได้ทำสัญญากับพระองค์ว่า นับแต่วันนั้นไปเขาจักไม่ทำลายชีวิตสัตว์ใด ๆ อีกเลย และจะเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยการกระทำที่ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น ๆ ตามที่พระองค์ทรงขอร้อง.   (๓๙๕)

             บุคคลอีกคนหนึ่ง ซึ่งทำการล้างผลาญชีวิตและกลับตัวได้โดยคำแนะนำของพระองค์นั้น มีชื่อว่า องคุลีมาล.เขาเป็นคนฆ่าคนด้วยกัน,และเขามีชื่อว่าองคุลีมาล ซึ่งแปลว่า "มาลัยแห่งนิ้วมือ" ก็เพราะว่าเขาได้ฆ่ามนุษย์แล้วตัดนิ้วมือมาร้อยเป็นพวงแขวนคอไว้รอบ ๆ คอของเขาถึง ๙๙ คน แล้วในคราวนี้ เขาคอยอยู่ข้างทาง เพื่อฆ่าคนที่ครบร้อย เพื่อให้พวงมาลัยของเขาเพิ่มจาก ๙๙ นิ้วเป็น ๑๐๐ นิ้วบริบูรณ์.เรื่องบังเอิญว่าพระพุทธองค์ได้เสด็จผ่านมาตามถนนที่เขาคอยอยู่พอดี องคุลีมาลไม่เข้าใจ ว่า พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเป็นอะไร เขาต้องการแต่จะให้พวงมาลัยนิ้วมือของเขาครบ ๑๐๐ นิ้วเท่านั้น.   (๓๙๖)

             องคุลีมาลก็เหมือนกับนายพรานที่กล่าวแล้ว เขาก็พยายามที่จะเข้าถึงองค์พระพุทธเจ้า เพื่อทำลายชีวิตพระองค์ถึง ๓ ครั้ง ๓ หน แต่ก็ไม่ประสพความสำเร็จทุกครั้งไป.เขาจึงรู้สึกประหลาดใจและครั่นคร้ามเป็นอันมาก ได้เข้าไปหาพระองค์ด้วยความเคารพ และทูลถามว่าพระองค์เป็นใคร.พระองค์ได้ตรัสตอบเขาโดยไม่ได้พาดพิงถึงการที่เขาพยายามที่จะทำลายชีวิตพระองค์แม้แต่คำเดียว แต่ได้ตรัสอธิบายธรรมให้แก่เขาอย่างลึกซึ้ง เขาได้ฟังธรรมจากพระพุทธโอษฐ์โดยตรงเช่นนั้น ก็สำนึกในความผิด ละการกระทำอันชั่วร้ายเสียและได้บวชเป็นภิกษุ ครั้นบวชแล้วได้พยายามปฏิบัติธรรม จนลุถึงความเป็นพระอรหันต์.   (๓๙๗)

             แม้กระนั้น ท่านผู้นี้ก็ยังมิได้พ้นไปจากผลกรรมที่กระไว้แต่กาลก่อน.เมื่อท่านเข้าไปบิณฑบาตในนครสาวัตถี คนเป็นอันมากได้ขว้างปาท่านด้วยไม้ค้อนก้อนดินจนได้รับความเจ็บปวดสาหัสและบาตรแตกกระจายทุกครั้งทุกคราวทุกหนทุกแห่งที่ท่านไป แต่ท่านก็มิได้โศกเศร้าหรือน้อยใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนั้น และมิได้โกรธเคืองบุคคลซึ่งขว้างปาท่าน ท่านทราบดีว่ามันเป็นผลของกรรมเก่า และมันเป็นการดีมากแล้วในการที่ได้รับผลกรรมที่ให้เสร็จสิ้นไปเสีย แทนที่จะให้ติดค้างกันอยู่ไม่รู้สิ้นสุด.ดังนั้นท่านองคุลีมาล จึงดับขันธ์ด้วยความสงบ และลุถึงนิพพาน.    (๓๙๘)



    



จัดสร้างและพัฒนา โดย สมพงศ์ ชูสุวรรณ
๑๓๘/๑๘ ซอยวุฒากาศ ๔๒ แยก ๒-๑ ถนนวุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๕๐ โทร.๐ ๒๘๗๕ ๕๐๙๓