ตอนที่ ๑๗ พระพุทธดำรัส

             ในฐานะที่พระพุทธองค์เป็นโอรสแห่งกษัตริย์ ย่อมทรงคุ้นเคยกับมรรยาทอย่างราชสำนักทุกประเภท พระองค์จึงทรงสามารถทำการโต้ตอบสนทนา ในท่ามกลางที่ประชุมแห่งกษัตริย์ หรือมหาราชา ตลอดจนถึงนักบวชนักศึกษาผู้คงแก่เรียนชั้นสูงได้โดยสะดวกดาย,และยังทรงทำให้อิสรชนเหล่านั้นจากพระองค์ไปด้วยความพอใจ และมีความรู้อย่างแจ่มแจ้งในธรรมอันลึกซึ้งติดไปด้วย.มิใช่แต่เท่านั้น แม้ในการสมาคมหรือโต้ตอบสนทนากับชนสามัญทั่วไป พระองค์ก็ยังทรงสามารถทำได้เป็นอย่างดีอย่างเดียวกัน และเท่ากันกับที่จะสมาคมโต้ตอบกับชนชั้นที่มีความเข้าใจและพอใจในธรรมอันลึกซึ้งนั้น. เมื่อพระองค์เสด็จดำเนินด้วยพระบาทไปตามชนบทต่าง ๆ พระองค์พร้อมที่จะตรัสโต้ตอบ และทำความยินดีปรีดาให้แก่คนทุกคนที่ทรงพบ ไม่ว่าเขาจะเป็นชาวนาชาวสวนหรือเป็นช่างเหล็ก ช่างทำเกวียน หรือแม้แต่ช่างตัดผมเป็นต้น ถ้าหากว่าเขาพอใจที่จะสนทนาด้วยพระองค์.    (๓๖๓)

             ตัวอย่างในเรื่องนี้ คือ วันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปตามหมู่บ้าน ซึ่งกำลังประกอบการทำนากันอยู่ทั่วไป ได้ทรงพบชาวนาคนหนึ่งกำลังทำงานอยู่ในนา ได้ทรงหยุดและทรงไต่ถามเกี่ยวกับการทำนาของเขา.ตอนหนึ่ง พระองค์ได้ตรัสแก่เขาว่า "ท่านจงรู้เถิด เราก็เป็นชาวนาด้วยเหมือนกัน เราได้เตรียมพร้อมทุก ๆ อย่าง ที่จะทำนากระทั่งเมล็ดพันธุ์ข้าวที่จะใช้เป็นพืช." ชาวนาคนนั้นได้ร้องขึ้นด้วยความประหลาดใจว่า "ท่านเป็นชาวนาอะไรกัน ! ถ้าท่านเป็นชาวนาจริง วัวของท่านอยู่ที่ไหน? ไถของท่านอยู่ที่ไหน? และอะไรอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ของท่านอยู่ที่ไหน?"    (๓๖๔)

             พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบอย่างสงบเสงี่ยมว่า "สิ่งเหล่านั้น เราได้มีติดตัวมาที่นี่แล้วทั้งหมด ท่านจงฟังให้ดีเถิด เราจะบอกให้ท่านทราบทุกสิ่งทุกอย่างทีเดียว: "เมล็ดพืชของเรา คือ ความปรารถนา และความกรุณาในการที่จะช่วยสรรพสัตว์ที่ทำให้เรามีความเชื่ออันมั่นคง และตั้งใจแน่วแน่เพื่อเป็นพุทธะรวมทั้งสิ้นที่เราได้ตรัสรู้ที่โคนต้นโพธิ์.น้ำสำหรับหล่อเลี้ยงต้นข้าวของเราให้งดงามนั้น คือ กุศลกรรมอันมหาศาลที่เราได้พากเพียรพยายามกระทำสืบมาจนกระทั่งถึงวันตรัสรู้. ปัญญาเป็นแอก และไถของเรา.ใจเป็นเชือกชักสำหรับบังคับวัว. ความละอายบาป อันเป็นเครื่องเกียดกันบาปออกเสียจากจิต เป็นงอนไถอันงามงอนของเรา ธรรมะซึ่งทำให้เราสามารถขจัดสิ่งชั่ว และประกอบสิ่งดี เป็นคันสำหรับจับ. ก็เมื่อท่านไถนาของท่าน ท่านย่อมตัดและกลบหญ้าที่เป็นโทษทุกอย่างเสียฉันใด,ผู้ที่รู้อริยสัจสี่ประการ ก็ย่อมตัดและกลบอกุศลจิตอันชั่วร้ายภายในตัวเขาฉันนั้น.    (๓๖๕)

             "ครั้นถึงเวลาค่ำ เสร็จงานกลางวันแล้ว ท่านแก้วัวของท่านปล่อยมันไปเที่ยวตามที่มันต้องการ ฉันใด,ผู้เป็นบัณฑิตก็ยึดมั่นอยู่แต่ในความบริสุทธิ์,ย่อมสละสิ่งอันไม่บริสุทธิ์ให้ออกไป ฉันนั้น. วัวของท่านต้องแข็งข้อลากไถเพื่อไถพื้นที่นาของท่านให้เหมาะแก่การหว่าน ฉันใด,ผู้มีปัญญาก็ตั้งหน้าพยายามจนสุดกำลัง เพื่อชำระสันดานของตนให้สะอาดเหมาะแก่เมล็ดพืช ฉันใด,บัณฑิตก็ประกอบความพยายามหนัก เพื่อกำจัดโทษแห่งวัฏฏสงสาร ฉันนั้น.   (๓๖๖)

             "แต่คนที่ทำงานในนาข้าว ต้องประสพความไม่พอใจผิดหวังอยู่บ่อย ๆ เพราะผลที่เก็บเกี่ยวได้น้อยเกินไป บางคราวถึงกับโกรธหัวปั่นนอนไม่หลับก็มีอยู่เสมอ,ส่วนผู้ที่ทำนาแห่งปัญญาเพื่อลุถึงนิพพานนั้น ไม่เคยได้รับความไม่พอใจเช่นนั้นเลย: เขาเป็นผู้แน่นอนที่จะต้องได้เก็บเกี่ยวผลงานของเขาเต็มที่ มีความสุขเต็มที่ มีความพอใจเต็มที่ เมื่อได้มองเห็นผล คือ นิพพานนั้น พราหมณ์เอย,โดยลักษณะอย่างนี้แหละ ซึ่งเราก็เป็นชาวนาคนหนึ่งด้วยเหมือนกัน, และนี่แหละเป็นวิธีซึ่งเราได้ทำนาของเรา."    (๓๖๗)

             เมื่อพราหมณ์ได้ฟังคำตรัสเช่นนั้นของพระพุทธองค์เขามีความพอใจอย่างสูงสุด จนถึงกับพยายามทูลวิงวอนให้พระองค์ทรงรับเขาเข้าเป็นชาวนาคนหนึ่งในการทำนาตามแบบของพระองค์ และเขาได้เป็นสาวกของพระองค์สืบไปจนตลอดชีวิต.   (๓๖๘)

             ได้มีผู้มาทูลถามพระพุทธองค์ ถึงวิธีที่คนทั่วไปอาจลุถึงสภาพที่เป็นความสุขที่สุด และประเสริฐที่สุด และมีสวัสดีมงคลถึงที่สุด.พระพุทธองค์ได้ตรัสข้อแนะนำเหล่านี้แก่เขา:
              จงอย่าเข้าเป็นพวกกับคนโง่เขลา
              จงทำความสนิทสนมกับบัณฑิต
              จงแสดงความเคารพนับถือต่อคนที่ควรเคารพนับถือ
              จงอยู่ในที่ซึ่งเหมาะสมแก่อุปนิสัยและความสามารถของตน
              จงเป็นคนที่เคยทำความดีไว้มาก
              จงประกอบกุศลกรรมเพื่อความรุ่งเรืองในอนาคตอยู่อย่างไม่ขาดสาย
              จงทำความพอใจในการดูการฟังทุกอย่างที่สามารถจะทำได้เพื่อให้ได้มาซึ่งวิชาความรู้
              จงศึกษาทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งไม่ประกอบด้วยโทษ
              จงฝึกฝนให้เป็นคนมีระเบียบวินัยและแบบแผนอันดี
              จงพูดแต่คำจริงคำน่ารักและคำมีประโยชน์
              จงอุปัฏฐากมารดาแลบิดา
              จงเอาใจใส่เลี้ยงดูบุตรภรรยา
              จงละเว้นความโลเลในการงาน
              จงบำเพ็ญทาน
              จงประพฤติแต่กรรมดี
              จงช่วยเหลือญาติและมิตรสหาย ในคราวที่ควรช่วยเหลือ
              จงเว้นการทำสิ่งที่ต้องเสียใจทีหลัง
              จงอย่าทำสิ่งซึ่งท่านห้ามไว้โดยกฎแห่งศีลธรรม
              จงเว้นจากการดื่มน้ำเมา
              จงอย่าชักช้าที่จะประกอบกรรมดีในเมื่อโอกาสมาถึง
              จงนอบน้อมต่อทุกคน
              จงอย่าจองหองพองตัว
              จงพอใจด้วยสิ่งที่มีอยู่
              จงรู้บุญคุณที่บุคคลอื่นทำแก่ตน
              จงฟังธรรมตามโอกาส
              จงมีความอดกลั้นอดทน
              จงทำตนให้เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส
              จงเยี่ยมเยียนพระอริยเจ้าอยู่เนืองนิจ
              จงซักซ้อมสนทนาธรรมทุกโอกาส
              จงเป็นอยู่ด้วยความพากเพียร
              จงประพฤติพรหมจรรย์
              จงกำหนดอริยสัจสี่ไว้ในใจ
              จงมีนิพพานเป็นที่มุ่งหมายของจิตอยู่เสมอ เมื่อถูกสิ่งต่าง ๆ รบกวนจงอย่าหวั่นไหว
              จงอย่าโศกเศร้า
              จงอย่ากำหนัด,และจงปรกติ
ผู้ใดประพฤติได้สมบูรณ์ตามนี้ ความชั่วร้ายจักไม่สามารถครอบงำผู้น้ำ เขาจักมีสวัสดีมงคลอย่างสูงสุด ได้รับความสุขแห่งจิตที่สมบูรณ์อยู่เนืองนิจ.    (๓๖๙)

             อีกครั้งหนึ่ง พระพุทธองค์ทรงพำนักอยู่ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชาวบ้านในถิ่นน้ำ ได้มาเฝ้าพระองค์และทูลถามว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาค,พวกเราได้ทราบว่าพระองค์เป็นพระศาสดาผู้ประกาศธรรม และได้สั่งสอนสิ่งที่ดีเป็นอันมาก ให้สาวกของพระองค์ ซึ่งได้สละบ้านเรือนแล้ว ติดตามมาอยู่ศึกษากับพระองค์ด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน.ส่วนพวกเราทั้งหลายไม่สามารถจะเป็นนักบวช,พวกเรายังเป็นขาวบ้าน แออัดอยู่ด้วยบุตรภรรยา ประกอบการอาชีพด้วยการทำนาและเลี้ยงสัตว์ ได้รับความสุขอยู่ตามประสาชาวบ้าน ยังต้องใช้เงินใช้ทอง ยังรักการประดับตกแต่งด้วยเครื่องประดับอันมีค่าและดอกไม้ตามโอกาส ยังลูบทาด้วยของหอมตามเนื้อตัว เพื่อเกิดความพอใจอยู่ตามวิสัยของโลกทั่วไป. ข้าแต่พระผู้มีพระภาค,ถ้าในคำสั่งสอนของพระองค์ มีอะไร ๆ ที่จะเป็นความดีแก่พวกเราทั้งหลาย เพื่อมีความสุขทั้งในเวลานี้แลเวลาต่อไป จนกระทั่งสิ้นชีวิตแล้ว ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงได้โปรดให้พวกเราทั้งหลายได้ยินได้ฟังคำสั่งสอนส่วนนั้น เพื่อปฏิบัติตามและได้รับผลอันนั้นด้วยเถิด."    (๓๗๐)

             พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "ดูก่อนท่านทั้งหลาย มีธรรมะอยู่ ๔ อย่าง ซึ่งบุคคลผู้สั่งสอนเช่นกับเราจะพึงสั่งสอนแก่ท่านทั้งหลายผู้มิใช่นักบวช เพื่อให้ได้ทราบและปฏิบัติ.ท่านทั้งหลายจงฟัง และเราจะกล่าวให้ฟัง "ข้อที่หนึ่ง สิ่งใดเป็นอาชีพของพวกท่าน สิ่งนั้นท่านควรขยันกระทำให้ดีที่สุดอยู่เนืองนิจ, ให้ท่านมีความสามารถในสิ่งนั้น ๆ จริง ๆ. ถ้าเป็นชาวนาท่านต้องเป็นชาวนาที่ดีด้วยหมั่นและฉลาด ทำเนื้อนาของท่านให้เกิดผลถึงที่สุดของมันจริง ถ้าเป็นพ่อค้า ท่านต้องเป็นพ่อค้าที่มีหูตากว้างขวาง และขวนขวายอยู่อย่างขมักเขมัน. ถ้าเป็นคนใช้ก็เป็นคนใช้ผู้น่าเชื่อถือในความสามารถ และเป็นที่ไว้วางใจได้ในความซื่อสัตย์สุจริต ของผู้เป็นนายของตน.จงเป็นผู้กระปรี้กระเปร่า และมีกำลังกายอยู่เสมอ ในการที่จะทำให้เป็นผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยในสิ่งที่ท่านทำ,ไม่ว่าจะเป็นงานชนิดใด. ด้วยการกระทำอย่างนี้ ท่านจะมีทรัพย์สมบัติ แล้วจะสามารถใช้ทรัพย์สมบัตินั้นไปในทางที่ดี คือ การช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือนอกไปจากการใช้สอยโดยตนเอง. ถ้าท่านไม่ขยันทำงานให้มีทรัพย์ ท่านจะไม่สามารถประกอบการกุศล และสงเคราะห์ผู้อื่น เพราะท่านไม่มีอะไรที่จะใช้ในการสงเคราะห์เขานั่นเอง (คำสอนข้อนี้เรียกชื่อโดยภาษาบาลีว่า อุฏฐานสัมปทา แปลว่า การถึงพร้อมด้วยความขยันในหน้าที่)    (๓๗๑)

             "ข้อที่สอง ท่านจะต้องมีความเอาใจใส่เป็นพิเศษอย่างถูกต้อง ในการรักษาทรัพย์สมบัติที่หามาได้แล้ว จะไม่ใช้จ่ายให้สิ้นเปลืองไปอย่างโง่เขลา.มันไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเทน้ำใส่ลงไปในตุ่มที่รูรั่ว นอกจากความเหนื่อยเปล่า. การมีทรัพย์นั้น ก็เป็นสิ่งที่ดีดอก,แต่มันเป็นความจำเป็นทุกกระเบียดนิ้ว ที่จะต้องจัดต้องทำไม่ให้มันสูญหายไปอย่างโง่เขลาแลเปลืองเปล่าทุก ๆ อย่าง (คำสอนข้อนี้เรียกชื่อโดยภาษาบาลีว่า อารักขสัมปทา แปลว่า การถึงพร้อมด้วยการรักษา).   (๓๗๒)

             "ข้อที่สาม ฆราวาสจักต้องเลือกเอาแต่บุคคลที่ดีมาเป็นเพื่อน หรือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย. ตามปรกติ คนเราคบคนเช่นใด ก็จักเป็นเช่นคนนั้น ถ้าคบคนดี ก็เป็นโอกาสดีที่จะกลายเป็นคนดีไปด้วย ถ้าคบคนชั่ว ก็จะกลายเป็นคนชั่วได้โดยง่ายที่สุด.ท่านจะสามารถจับของสกปรก โดยที่ไม่ทำให้มือของท่านสกปรกไปด้วยนั้น ไม่ได้.เหตุนั้น พวกฆราวาสควรคบหาสมาคมแต่กับคนดี ที่ฉลาด ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และนิยมต้องนับถือแต่สิ่งที่ดี,แล้วเขาก็จะกลายเป็นคนดี คนฉลาด คนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และคนนิยม แต่ในสิ่งที่ดีไปได้โดยง่ายดาย (คำสอนข้อนี้เรียกชื่อโดยภาษาบาลีว่า กัลยาณมิตตตา แปลว่า การคบคนดี.)   (๓๗๓)

             "ข้อที่สี่ ฆราวาสควรดำเนินการครองชีวิตที่เป็นไปในสายกลาง และเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ.เขาไม่ควรเป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือยเกินไป หรืออย่างแห้งแล้งเกินไป.เขาไม่ควรจะใช้จ่าย หรือให้ทานจนเกินกว่ารายได้ของตนเอง.ถ้าเขาทำเช่นนั้น ทรัพย์สมบัติของเขาจะเหมือนกับน้ำในสระ ซึ่งมีทางไหลออกมากกว่าทางไหลเข้า ซึ่งไม่ช้าก็จักแห้งขอดไม่มีน้ำเหลืออยู่เลย. แต่ถ้าผู้นั้นเอาใจใส่ในการใช้สอยทรัพย์สมบัติ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวตลอดจนถึงทำบุญให้ทานให้เป็นไปอย่างถูกต้อง,ไม่เกินรายได้ของตนแล้ว,สระน้ำกล่าวคือทรัพย์สมบัติของเขาก็จะไม่มีวันแห้งขอดเลย จักมีน้ำเหลืออยู่คือมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ สำหรับใช้จ่ายในเมื่อมีกิจรีบด่วนที่จะต้องใช้จ่ายเป็นพิเศษเกิดขึ้น.แต่ข้อนี้มิได้หมายความว่าเขาจะไม่ใช้ทรัพย์นั้น ให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ และมิได้หมายความว่าเขาจะต้องสะสมมันไว้อย่างซ่อนเร้น โดยไม่ใช้จ่ายให้เป็นประโยชน์อะไรเลย คนที่ทำเช่นนั้นเหมือนกับคนที่ต้นผลไม้อยู่ในสวนมีผลดกเต็มต้น แต่แทนที่จะกินผลไม้นั้นเมื่อมันสุกได้ที่แล้ว,เขากลับเก็บผลไม้เหล่านั้นลงหีบแล้วฝังดินเสีย.ผู้ที่ทำเช่นนี้จะต้องประจักษ์ในภายหลัง ว่าผลไม้ของเขาเน่าหมด ไม่มีส่วนที่เป็นประโยชน์เหลืออยู่เลย เขาไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากของดี ๆ ที่มีอยู่." (คำสอนข้อนี้เรียกชื่อโดยภาษาบาลีว่า สมชีวิตา แปลว่า การดำรงชีวิตที่ถูกต้อง.)   ( ๓๗๔)

             พระองค์ได้ตรัสเป็นคำสรุปความในตอนท้ายว่า "ท่านที่เป็นฆราวาสทั้งหลาย,นี่แหละเป็นข้อปฏิบัติ ๔ ประการ อันนำมาซึ่งความสำเร็จ และเป็นอยู่อย่างผาสุกในโลกนี้ในเมื่อท่านปฏิบัติตาม,และต่อจากนี้ เราจักบอกธรรมอีก ๔ ประการ ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีอย่างยิ่ง ในอนาคต.ธรรม ๔ ประการนั้น คือ ๑.มีความเชื่อว่า การทำดีจะนำมาซึ่งผลดี และการทำชั่วจะนำมาซึ่งผลชั่ว. ๒.ประกอบกรรมดีอยู่เสมอ เว้นขาดจากการทำชั่ว เช่น การฆ่า การลักขโมย การประพฤติผิดต่อของรักของบุคคลอื่น การพูดไม่จริง และการดื่มน้ำเมา. ๓.การฝึกตนให้เป็นคนใจกว้างขวางในการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ถึงกับมีจิตใจผ่องใสไม่ยึดถือในทรัพย์สมบัติชนิดโลก ๆ อย่างเหนียวแน่นเกินไป. ๔.การบำเพ็ญให้เกิดปัญญาในการที่จะรู้ และปฏิบัติไปตามทางอันนำให้ถึงนิพพาน." (คำสอนทั้ง ๔ ข้อนี้ เรียกชื่อตามลำดับว่า ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา)    (๓๗๕)

             ทั้งหมดนี้ คือ คำเทศนา ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่พวกชาวบ้าน ซึ่งยังเป็นฆราวาส ไม่สามารถจะบวชเป็นนักบวช แต่การจะปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงความดี ทั้งในปัจจุบันและอนาคต.ทุกคนมีความพอใจอย่างสูงสุด ในคำสั่งสอนอันชัดเจนแจ่มแจ้งของพระองค์ ซึ่งได้ตรัสแก่เขาในครั้งนั้น.   (๓๗๖)

             ในบรรดาเทศนาที่ยาวที่สุด ซึ่งพระพุทธองค์ได้เคยทรงแสดงนั้น มีธรรมเทศนาเรื่องหนึ่ง ซึ่งได้ตรัสแก่พระเจ้าอชาตศัตรู แห่งแคว้นมคธ หาได้มีแต่ที่ตรัสแก่คนธรรมดา หรือแก่ภิกษุของพระองค์เท่านั้นไม่.พระเจ้าอชาตศัตรู ผู้นี้เป็นคนชั่ว คือ เป็นผู้ร้ายฆ่าคน,รับสั่งให้ทรมานพระเจ้าพิมพิสารพระราชบิดาของพระองค์เองด้วยการให้อดอาหาร จนสิ้นพระชนม์อย่างโหดร้าย และไม่เป็นธรรม แล้วขึ้นครองราชบัลลังก์ด้วยพระองค์เอง.    (๓๗๗)

             เรื่องมีว่า ในคืนวันหนึ่งเป็นวันเพ็ญ พระเจ้าอชาตศัตรูได้ประทับนั่งอยู่ที่เฉลียง ไม่ทรงทราบว่าจะหาความสำราญอย่างไรดี จึงตัดสินพระทัยเสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์ ซึ่งกำลังประทับอยู่ในสวนมะม่วง ซึ่งหมอชีวกได้ถวายเป็นสังฆาราม.เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูเสด็จไปถึงที่ที่พระพุทธองค์ประทับก็ได้ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธองค์ประทับอยู่อย่างสงบ ในท่ามกลางภิกษุทั้งหลายในโรงอันเป็นที่ประชุม,ได้ทรงทำความคุ้นเคยด้วยการทักทายปราศรัยกับพระพุทธองค์พอสมควรแล้ว ได้ทูลถามพระองค์ถึงประโยชน์ หรืออานิสงส์ของการบวชเป็นภิกษุ.    (๓๗๘)

             พระเจ้าอชาตสัตรูได้ทูลถามว่า "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า,ผู้ที่ครองชีวิตอย่างสมณะนั้น ย่อมได้รับคุณประโยชน์อย่างไรบ้าง? หม่อมฉันได้ไต่ถามนักบวชเจ้าลัทธิต่าง ๆ เป็นอันมาก ด้วยปัญหาข้อนี้ แต่ไม่เคยได้รับคำตอบที่พอใจจากผู้ใดเลย เขาเหล่านั้นได้ตอบไปเสียในทางอื่น ซึ่งหม่อมฉันมิได้ไต่ถาม,ทำนองเดียวกับเมื่อถามเรื่องขนุนสำมะลอ กลับไปตอบเรื่องมะม่วง.ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า,หม่อมฉันจักมีความพอใจอย่างสูงสุด ถ้าหากได้ฟังคำตอบแห่งปัญหาข้อนี้จากพระผู้มีพระภาคเจ้า."    (๓๗๙)

             เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสพระดำรัส เป็นเครื่องทำความสนิทสนมต่อพระเจ้าอชาตสัตรูพอสมควรแล้ว ก็ได้ตรัสถึงคุณประโยชน์อันใหญ่หลวงของการครองชีวิตเป็นสมณะอย่างยืดยาว พระองค์ได้ตรัสไว้อย่างชัดแจ้งจนกระทั่งเมื่อจบลงนั้นพระเจ้าอชาตสัตรูได้รู้สึกพอพระทัยในคำตอบนั้นเป็นอย่างยิ่งว่าเป็นคำตอบที่ถูกแท้ และมีความเชื่อว่า เป็นการดีที่สุดเหนือความดีทั้งปวงในโลกนี้ ในการที่ได้บวชเป็นภิกษุที่ดี และปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาที่ดี เช่นพระพุทธองค์ และยังได้ทรงทูลขอร้องให้พระพุทธองค์ทรงยอมรับพระองค์ เป็นสาวกจนตลอดชีวิตด้วย.เมื่อพระเจ้าอชาตสัตรูเสด็จกลับแล้ว พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายในที่นั้นว่า"ภิกษุทั้งหลาย,พระราชานี้ มีจิตใจเลื่อมใสในข้อความที่เรากล่าวเป็นอย่างยิ่ง ถ้าพระราชานี้ไม่ได้ทำกรรมชั่วร้าย คือ การทำบิดาของตนให้สิ้นพระชนม์แล้ว พระราชานี้ก็จักเห็นธรรมะอันเรากล่าวอย่างแจ่มแจ้งด้วยดวงตาสำหรับเห็นธรรม ณ ที่นั่งตรงนี้เอง และจักสละราชบัลลังก์ออกบวชเป็นภิกษุและเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในธรรมวินัยนี้."    (๓๘๐)

             สูตรที่ยาวที่สุดซึ่งพระองค์ได้ตรัสนี้ มีพิสดารอยู่ในคัมภีร์ทีฆนิกายแห่งสุตตันตปิฎก เรียกว่า สามัญญผลสูตร แสดงถึงคุณประโยชน์แห่งการครองชีวิตเป็นนักบวชไว้อย่างพิสดารที่สุด ผู้ปรารถนาจะทราบโดยละเอียดอาจอ่านดูได้จากสูตรนั้น.    (๓๘๑)

             ตัวอย่างแห่งธรรมเทศนาที่สั้นที่สุด ที่พระองค์ได้เคยตรัสนั้น เช่น ธรรมเทศนาเรื่องนี้ ครั้งหนึ่ง มีคน ๆ หนึ่งได้ทูลถามพระองค์ว่า การให้อะไรเป็นการให้ที่ดีที่สุด? รสของอะไรเป็นรสที่ดีที่สุด? ความยินดีในอะไรเป็นความยินดีที่ดีที่สุด? อะไรเป็นเครื่องระงับกิเลสและความทุกข์ให้สิ้นเชิง? พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบคำถามทั้งสี่ข้อนี้รวมกันด้วยคำ ๆ เดียวว่า "ธรรม"    (๓๘๒)

             ผู้ถามได้ทูลขอให้พระองค์ทรงอธิบายให้กระจ่างขึ้นอีกเล็กน้อยพระองค์ได้ตรัสอธิบายว่า "การให้สิ่งของแม้จะเป็นการกระทำที่ดีก็จริง แต่จะทำคนให้เดินไปตามทางแห่งนิพพานได้ เพราะฉะนั้น การทำคนให้รู้ธรรมะซึ่งผู้ทำอาจจะได้รับความลำบากบ้าง,นั่นแหละ เรียกว่าการให้ธรรมในที่นี้ และเป็นการให้ที่ดีที่สุดกว่าการให้ทั้งหลาย.    (๓๘๓)

             "เมื่อได้รู้ธรรม เมื่อนั้นจิตใจก็เต็มไปด้วยความสดชื่นแจ่มใส เกิดความรู้สึกพอใจในรสอันสูงสุดของธรรมนั้น ธรรมนั้นได้ทำลายกิเลสร้ายต่าง ๆ ซึ่งทำคนให้เป็นทุกข์นั้นให้หมดไป แล้วทำให้ประสพความไม่มีทุกข์เลย ซึ่งเรียกว่า นิพพานในที่สุด. เพราะฉะนั้น ธรรมะจึงเป็นสิ่งที่มีรสดีเลิศกว่ารสทั้งหลาย และนำมาซึ่งความยินดี ที่ยิ่งกว่าความยินดีทั้งหลายและเป็นสิ่งที่เลิศที่สุดในโลก ที่สามารถทำกิเลสให้สูญสิ้นไป พวกท่านจงประกาศธรรมะนั้น แก่คนทั้งหลายเถิด จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ทำการให้ที่ดีที่สุด ดีกว่าการให้ทั้งหลายแก่ผู้ที่อยู่ในโลกมนุษย์ และผู้ที่อยู่ในสวรรค์."    (๓๘๔)



    



จัดสร้างและพัฒนา โดย สมพงศ์ ชูสุวรรณ
๑๓๘/๑๘ ซอยวุฒากาศ ๔๒ แยก ๒-๑ ถนนวุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๕๐ โทร.๐ ๒๘๗๕ ๕๐๙๓