
ตอนที่ ๑๓ เสด็จกบิลพัสดุ์
เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะซึ่งเป็นพระพุทธบิดา ได้ทรงทราบข่าวว่า บัดนี้ พระโอรสของพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว และกำลังประทับอยู่ที่นครราชคฤห์,จึงได้ทรงส่งผู้เดินข่าวไปกราบทูล เพื่อให้พระพุทธองค์ทรงทราบว่า บัดนี้พระพุทธบิดาทรงชรามากแล้ว,และได้ทรงขอร้องให้พระองค์เสด็จไปเพื่อจะได้มีโอกาสเห็นพระองค์สักครั้งหนึ่ง ก่อนแต่จะสิ้นพระชนม์. แต่บังเอิญคนเดินข่าวซึ่งพระเจ้าสุทโธทนะทรงส่งไปนั้นได้ไปถึงนครราชคฤห์ในขณะที่พระพุทธองค์กำลังทรงแสดงธรรมแก่ประชาชนอยู่,เขาจึงได้นั่งฟังธรรมไปจนจบโดยยังไม่ได้ทูลแจ้งข่าวที่ตนรับเอามา,แต่พระธรรมที่พระพุทธองค์แสดงนั้น ปรากฏแก่เขาว่า มีความไพเราะ และมีความจริงแท้อย่างน่าอัศจรรย์ จนเมื่อการแสดงธรรมจบลงแล้ว เขามีความพอใจและปลาบปลื้มในธรรมนั้น จนลืมเรื่องราวที่เขารับรับสั่งมากระทั่งถึงลืมว่าตนเองเป็นคนเดินข่าว,ดังนั้นแทนที่จะทูลแจ้งข่าว เขาก็ได้ขอบวชเป็นภิกษุ และอยู่อาศัยฟังธรรมของพระองค์สืบไป. (๒๙๙)
พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงคอยอยู่เป็นเวลานาน มิได้เห็นคนเดินข่าวของพระองค์กลับมา จึงได้ทรงส่งผู้เดินข่าวพวกอื่นอีก ให้ไปทูลแจ้งข่าวแก่พระพุทธองค์ และเพื่อติดตามข่าวอันเกี่ยวกับคนเดินข่าวชุดแรกด้วย. แต่คนเดินข่าวพวกที่สองนี้ก็อย่างเดียวกัน ได้ไปถึงในตอนเย็น ในขณะที่ได้มีการแสดงพระธรรมเทศนา เขาได้ฟังได้พอใจ จนลืมการส่งข่าว และได้บวชเป็นภิกษุเสียโดยทำนองเดียวกันอีก. พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงส่งไปใหม่เป็นครั้งที่สามที่สี่จนถึงครั้งที่เก้า เหตุการณ์ก็เป็นไปโดยทำนองเดียวกันทั้งสิ้น คือ คนเหล่านั้นได้หลงไหลในพระธรรมเทศนา จนลืมตัวเอง ลืมการแจ้งข่าว และได้บวชเป็นภิกษุเพื่ออยู่ฟังพระธรรมเทศนาต่อไป ด้วยความกระหาย. (๓๐๐)
พระเจ้าสุทโธทนะทรงประหลาดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ในการที่คนเดินข่าวมิได้กลับมาเลยแม้แต่คนเดียว,และเมื่อทรงหมดความสามารถในการที่จะได้รับข่าวแต่อย่างใดแล้ว จึงได้ทรงขอร้องต่อพระนางยโสธรา ซึ่งเป็นพระสุนิสา (ลูกสะใภ้)ของพระองค์ ให้ทรงส่งข่าวเป็นของพระนางเอง ไปดูบ้าง. ผลก็เป็นอย่างเดียวกัน. ส่งไปกี่คน ๆ ก็มิได้รับข่าวอย่างใดกลับมาจนกระทั่งพระนางยโสธรา ก็ทรงหมดความสามารถเช่นเดียวกันอีก. (๓๐๑)
พระเจ้าสุทโธทนะทรงระลึกขึ้นได้ว่า มีคนหนุ่มในราชสำนักอยู่คนหนึ่งชื่อว่า "อุทายิ" เคยเป็นเพื่อนเล่นคนโปรดของเจ้าชายสิทธัตถะตั้งแต่สมัยยังเป็นเด็กอยู่ด้วยกัน.พระองค์ทรงดำริว่า ถ้าหากส่งอุทายินี้ไปแล้วบางทีจะทำให้พระพุทธองค์เสด็จมาสู่นครกบิลพัสดุ์ได้. ดังนั้น พระองค์จึงทรงส่งอุทายิไปทูลอาราธนาให้พระพุทธองค์เสด็จมาสู่นครกบิลพัสดุ์ เพื่อเป็นโอกาสให้ทุก ๆ คนในที่นั้น ได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์สักครั้งหนึ่งโดยที่คนเหล่านั้น ก็คือพระบิดาของพระองค์ พระชายาของพระองค์ พระโอรสของพระองค์ และประชาชนพลเมืองซึ่งจะต้องเป็นของพระองค์ ถ้าหากว่ามิได้ทรงสละราชสมบัติออกไปผนวชเสีย นั่นเอง. (๓๐๒)
เมื่ออุทายิได้มาถึงนครราชคฤห์แล้ว เขาก็ได้ทราบถึงสาเหตุที่ว่าทำไมคนเดินข่าวเหล่านั้นจึงไม่กลับไปสู่นครกบิลพัสดุ์เลยสักคนเดียว.ในขณะที่เขาเข้าไป พอสักว่าได้ยินเสียงที่พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาเท่านั้น เขาได้พยายามที่จะไม่ฟังพระธรรมเทศนานั้นต่อไปอีก โดยที่กลัวว่า เขาจะต้องกลายเป็นอย่างเดียวกับนักเดินข่าวคนก่อน ๆ เมื่อจบการแสดงพระธรรมเทศนา เขาได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ ถวายความเคารพอย่างสูงสุดแล้วได้กราบทูลพระองค์ว่า พระบิดาและพระชายา พระโอรส พร้อมทั้งชาวกบิลพัสดุ์ทั้งปวง มีความกระหายถึงกับมีความร้อนใจในการที่จะได้เห็นพระองค์และหวังในความกรุณาของพระองค์ว่า จะโปรดเสด็จไปเยี่ยมเขาโดยด่วน. พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบด้วยความเมตตาเป็นอย่างยิ่งว่าพระองค์ไม่ปฏิเสธในความประสงค์ของคนเหล่านั้น และจะเสด็จไปสู่นครกบิลพัสดุ์เพื่อเยี่ยมเยียนเขาโดยเร็ว. ดังนั้นอุทายิ จึงได้รีบกลับไปกราบทูลพระเจ้าสุทโธทนะให้ทรงทราบว่า พระสิทธัตถะในกาลก่อนนั้น บัดนี้ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของชาวโลกแล้ว จักเสด็จมาสู่นครกบิลพัสดุ์เพื่อกระทำหน้าที่ที่บุตรจักต้องทำตอบแทนแก่บิดา ในไม่ช้า. (๓๐๓)
ทุกคนในนครกบิลพัสดุ์ นับตั้งแต่พระราชาลงไป มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่าพระราชกุมาร ซึ่งได้ละทิ้งพวกเขาเป็นเวลา ๖ ปีมาแล้ว ไปบวชเป็นนักบวช อาศัยอาหารของผู้อื่นเลี้ยงชีวิต เพื่อการบรรลุธรรมอันสูงสุดนั้น. บัดนี้ได้ประสพความสำเร็จตามความประสงค์,ได้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศาสดาของคนทั้งหลาย ไม่เพียงแต่ของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังเป็นศาสดาของเทวดาทั้งหลายด้วย, ทั้งจะเสด็จมาเยี่ยมเยียนพวกเขา และบอกธรรมะที่ได้ตรัสรู้นั้นให้แก่เขา. (๓๐๔)
ประชาชนเหล่านั้นได้พากันทำความสะอาดถนนหนทางทุกแห่ง ในนครกบิลพัสดุ์ และประดังประดาบ้านเรือนด้วยดอกไม้ ด้วยธง ด้วยแถบผ้าสีต่าง ๆ กัน เตรียมรับพระราชกุมารของตน ๆ ในฐานะที่เป็นทั้งพระโอรสแห่งพระราชาของตน และเป็นทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย. (๓๐๕)
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จถึงนครกบิลพัสดุ์ในเวลาเย็นวันหนึ่ง ได้ประทับอยู่ในอุทยานนอกนครตามธรรมเนียมของนักบวชทั้งหลาย. ในวันรุ่งเช้า ได้เสด็จเข้าไปบิณฑบาตตามถนนต่าง ๆ ภายในเมือง ตามที่พระองค์เคยทรงกระทำเป็นปรกติ. ผู้ที่ได้เห็นพระองค์เสด็จดำเนินบิณฑบาตแล้ว บางคนได้เข้าไปกราบทูลพระเจ้าสุทโธทนะให้ทรงทราบ. พระเจ้าสุทโธทนะทรงสลดพระทัยพร้อมทั้งทรงพิโรธ ในการที่ได้ทรงสดับข่าวเช่นนั้น พระองค์รับสั่งให้รีบขับรถพาพระองค์ตรงไปยังถนนซึ่งมีผู้แจ้งข่าวว่าพระพุทธองค์ กำลังทรงเที่ยวขออาหารอยู่อย่างคนขอทาน. (๓๐๖)
เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะได้เสด็จมาถึงถนนสายนั้น ก็ได้ทรงทอดพระเนตรเห็นพระพุทธองค์กำลังทรงดำเนินอยู่บนท้องถนน มีบาตรอยู่ในพระหัตถ์ อันเต็มไปด้วยอาหาร กำลังบ่ายพระพักตร์มาตามทางที่ตรงไปสู่พระราชวัง มีประชาชนห้อมล้อมถวายความเคารพอยู่โดยรอบ. แต่ความน้อยพระทัยและความพิโรธของพระเจ้าสุทโธทนะในข้อที่พระโอรสของพระองค์ทรงกระทำภิกขาจารในถิ่นแคว้นที่อะไร ๆ ก็เป็นของพระองค์ ซึ่งพระองค์จะถือเอาได้ โดยไม่ต้องมีการอนุญาตเช่นนี้, ยังคงกลัดกลุ้มอยู่ในพระหฤทัยของพระองค์อย่างใหญ่หลวง พระองค์ได้เสด็จตรงไปยังพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสตัดพ้อด้วยพระสำเนียงอันแสดงความขัดแค้นเจือด้วยความน้อยพระทัย. (๓๐๗)
"ลูกเอ๋ย นี่หรือที่เป็นข่าวดีที่พ่อได้รับ? เพื่อทำอย่างนี้เท่านั้นแหละหรือ ที่ลูกทั้งบ้านเมืองของพ่อไป แล้วเพื่อกลับมาเป็นคนขอทาน เลี้ยงชีวิตวันหนึ่ง ๆ อย่างคนขอทานทั่วไปในประเทศของพ่อ? ลูก,เป็นลูกของพระราชา เป็นรัชทายาทของราชบัลลังก์แน่แล้วหรือ? โอ! ลูกเอ๋ย,ในวันนี้ ลูกได้ทำความเสื่อมเสียแก่พ่อ และแก่ราชวงศ์ของเจ้า อย่างที่สุดแล้ว.เคยมีครั้งไหนบ้าง ที่วงศ์ตระกูลของเจ้าเคยทำอย่างนี้? เคยมีครั้งไหนบ้าง ที่พวกเราเคยเที่ยวขออาหารอย่างคนขอทานเช่นนี้?" (๓๐๘)
พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบแก่พระบิดา ซึ่งทรงกริ้ว เพราะความเข้าพระทัยผิดอย่างเรียบ ๆ ว่า "ดูก่อนมหาราช,นี่แลเป็นการกระทำที่วงศ์ตระกูลของอาตมาได้เคยปฏิบัติกันมาแล้วอย่างแท้จริง." พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงตวาดขึ้นว่า "เท่าที่มนุษย์เขาจำกันได้นั้น วงศ์ตระกูลของเจ้าเป็นเจ้าแผ่นดินกันทุกคน ไม่มีใครสักคนเดียวเคยทำสิ่งที่น่าอดสู เช่นนี้." (๓๐๙)
พระองค์ได้ตรัสตอบอย่างเรียบ ๆ สืบไปว่า "ดูก่อนมหาราช,ข้อนั้นก็เป็นความจริงเหมือนกัน,แต่ในที่นี้อาตมาไม่ได้หมายถึงการสืบตระกูลอย่างชาวโลกเช่นนั้น.บัดนี้ อาตมาเป็นผู้ถูกนับเนื่องเข้าในตระกูลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ล่วงมาแล้ว. อาตมาหมายถึงพระพุทธเจ้าเหล่านั้นเอง เมื่อกล่าวว่าอาตมาได้ทำตรงตามที่วงศ์ตระกูลของอาตมาได้เคยทำมาแล้ว พระพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อน ได้ทรงกระทำดั่งนี้มาด้วยกันทั้งนั้น, และการทำอย่างนี้เท่านั้น ที่ถูกต้องและเหมาะสมแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย,อาตมาจึงได้กระทำอย่างเดียวกัน." (๓๑๐)
เมื่อพระพุทธองค์ทรงดำเนินไปตามท้องถนนพร้อมกับพระพุทธบิดาตรงไปยังพระราชวังนั้น พระองค์ได้ตรัสแก่พระบิดาว่า พระองค์มิได้เสด็จกลับมาสู่บ้านเกิดของพระองค์อย่างคนสิ้นเนื้อประดาตัวที่กลับมามือเปล่าพระองค์ได้ตรัสยืนยันว่า พระองค์ได้นำเพชรพลอยอันมีค่าสูงเกินกว่าที่จะตีค่าได้ติดตัวมาด้วยเป็นอันมาก,เป็นเพชรพลอยที่มีค่าสูงสุดในโลก เป็นเพชรพลอยแห่งสัจจธรรมที่สามารถนำคนไปสู่ความสุขอันไม่เปลี่ยนแปลงของพระนฤพาน. (๓๑๑)
เมื่อพระองค์ได้เสด็จมาถึงพระราชวังแล้ว พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมอันเป็นทางแห่งความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง ที่พระองค์ทรงค้นพบ แก่พระพุทธบิดาและคนอื่นๆอย่างละเอียดลออชัดเจนแจ่มแจ้ง จนเป็นที่เข้าใจแก่คนทั้งหลายในที่นั้นและพากันยอมรับธรรมะนั้น ไปประพฤติปฏิบัติในฐานที่เป็นสาวกของพระองค์สืบไป. และในเวลาภายหลังต่อมา พระโอรสของพระพุทธองค์ซึ่งมีนามว่า ราหุล นั้น ก็ได้ออกบวชด้วยเหมือนกัน. (๓๑๒)