ตอนที่ ๑๒ สารีบุตรและโมคคัลลาน

             ในระยะเวลาที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ใกล้นครราชคฤห์นี้ มีเจ้าลัทธิผู้หนึ่งชื่อ ."สญชัย" ตั้งสำนักอยู่ใกล้ ๆ นครราชคฤห์ มีสาวกประมาณ ๒๐๐ คนเศษ. ในบรรดาสาวกเหล่านั้นมีสาวกสองคน ชื่อ อุปติสสะ และ โกลิตะ มีสติปัญญามาก. ทั้งสองคน ไม่พอใจในคำสั่งสอน,ท่าที่อาจารย์ของตนได้สอนให้ แต่มีความประสงค์จะรู้สิ่งที่ดี และลึกซึ้งไปกว่านั้น อันเรียกกันว่า "อมฤตธรรม." คนทั้งสองนี้รักกันมาก,คนหนึ่งจะต้องมีส่วนได้ในสิ่งที่อีกคนหนึ่งได้เสมอไป จึงได้ทำกติกาต่อกันอย่างเงียบ ๆ ว่า ต่างคนต่างพยายามศึกษา และคิดค้นให้สุดกำลังสติปัญญาของตน ๆ เพื่อให้พบอมฤตธรรม,ถ้าคนใดได้พบก่อน ก็จักบอกให้อีกคนหนึ่ง ได้รู้ด้วย.   (๒๘๕)

             วันหนึ่ง ในเวลาเช้า เมื่ออุปติสสะเดินไปตามถนนในนครราชคฤห์เขาได้เห็นบรรพชิตรูปหนึ่ง กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ มีอาการแปลกประหลาด จับตาจับใจของเขาเป็นอันมาก บรรพชิตรูปนั้นมีลักษณะอาการที่สุภาพเรียบร้อย สงบเสงี่ยมงดงามทั้งในการเดิน และการยืนตลอดจนการรับบิณฑบาตชนิดที่เขาไม่เคยพบเห็นมาแต่ก่อน. ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งมีความฉงน และเต็มไปด้วยความเคารพยิ่งขึ้น เพราะว่าใบหน้าของบรรพชิตรูปนั้นเป็นใบหน้าชนิดที่เขาไม่เคยเห็นนักบวชรูปใดมีใบหน้าซึ่งประกอบด้วยลักษระเช่นนั้นเลย คือ เป็นใบหน้าที่แสดงความสุขอย่างเต็มเปี่ยม และแสดงถึงความสงบไม่มีความหวั่นไหว เปรียบประดุจดังผิวน้ำในเวลาที่เงียบสงัดปราศจากลมรบกวน ในเวลากลางคืน. อุปติสสะได้รำพึงอยู่ในใจว่า บรรพชิตรูปนี้ เป็นอย่างไรหนอ,บรรพชิตรูปนี้ต้องเป็นบุคคลที่ได้บรรลุถึงธรรมที่เรากำลังแสวงหาแล้วอย่างแน่นอน, หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นสาวกของผู้ที่ได้บรรลุธรรมนั้นแล้ว. เราอยากรู้เหลือเกินว่า ใครเป็นอาจารย์ของท่านผู้นี้.คำสอนของอาจารย์ท่านผู้นี้ จักเป็นอย่างไรหนอ,เราจักต้องติดตามเอาความจริงให้ได้.   (๒๘๖)

             อย่างไรก็ตาม อุปติสสะรู้สึกว่า ยังไม่เหมาะที่จะเข้าไปไต่ถามบรรพชิตรูปนั้น ในขณะที่ท่านกำลังบิณฑบาตอยู่ จึงได้เดินตามไปห่าง ๆ จนกระทั่งบรรพชิตรูปนั้น ได้อาหารบิณฑบาตเพียงพอแล้ว กำลังเดินออกประตูเมืองไป อุปติสสะได้เข้าไปทำความเคารพทักทายปราศรัย พอให้เกิดความคุ้นเคย แล้วไต่ถามในข้อที่ว่า ท่านผู้ใดเป็นครูบาอาจารย์ที่บรรพชิตรูปนี้มีความเคารพ และรับปฏิบัติตามโอวาท. อุปติสสะได้กล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ,อากับกิริยาของท่านสงบเสงี่ยมยิ่งนัก,ใบหน้าของท่านเปล่งปลั่ง สุกใสดียิ่งนัก. ข้าพเจ้าใคร่จะทราบอย่างแท้จริงว่า ผู้ใดเป็นครูอาจารย์ของท่าน,คำสอนของใคร ที่ท่านสละเหย้าเรือนและญาติมิตรมาอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้. อาจารย์ของท่านชื่ออะไร? และคำสอนของท่านเป็นอย่างไร?"   (๒๘๗)

             บรรพชิตรูปนั้นได้ตอบอย่างยิ้มแย้มว่า "ท่านผู้เจริญ,ข้าพเจ้าอาจจะบอกท่านได้เดี๋ยวนี้. มีพระมหาสมณะแห่งวงศ์ศากยะผู้หนึ่ง ซึ่งได้สละฆราวาสวิสัยออกมาบวชประพฤติพรรหมจรรย์,ข้าพเจ้าสละเหย้าเรือนบวชเพื่อประพฤติตามพระมหาสมณะนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์นั้นเอง เป็นครูของข้าพเจ้า,ข้าพเจ้าประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านผู้นั้น."   (๒๘๘)

             อุปติสสะได้คิดว่า บางทีเขาอาจจะได้ทราบจากบรรพชิตผู้นี้ ถึงเรื่อง "อมฤตธรรม" ซึ่งเขาและโกลิตะเพื่อนของเขาได้เสาะแสวงหามาเป็นเวลานานแล้ว,จึงได้ถามขึ้นอย่างรีบร้อนว่า "ข้าแต่ท่านที่เคารพ คำสั่งสอนที่ท่านกล่าวถึงนั้น เป็นอย่างไร? ครูของท่านได้สอนอะไร? ข้าพเจ้าอยากทราบในข้อนั้นเป็นอย่างยิ่ง."   (๒๘๙)

             บรรพชิตผู้นั้นได้ตอบอย่างสุภาพว่า "ข้าพเจ้าเป็นแต่คนเพิ่งมาบวชแรกศึกษา ยังเป็นเวลาน้อยมาก นับแต่ข้าพเจ้าเริ่มศึกษาต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าและประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยของพระองค์. ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ทราบอะไรในคำสอนของพระองค์มากนัก ข้าพเจ้าไม่สามารถอธิบายแก่ท่านได้โดยละเอียด. ถ้าท่านต้องการทราบแต่โดยย่อแล้ว ข้าพเจ้าก็อาจจะบอกให้ท่านทราบได้บ้างสักสองสามคำ."   (๒๙๐)

             อุปติสสะได้กล่าวขึ้นโดยเร็วว่า "ท่านผู้เจริญ,นั่นแหละที่ข้าพเจ้าต้องการทราบ.จงบอกแต่ใจความให้แก่ข้าพเจ้าเถิด,ใจความนั่นแหละ สำคัญ,ไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวด้วยถ้อยคำอันยืดยาวดอก"บรรพชิตผู้นั้น ได้กล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น ก็ดีแล้ว ท่านจงฟังเถิด, "สิ่งใด มีเหตุเป็นเครื่องบันดาลให้เกิดขึ้น พระตถาคตได้ตรัสบอกถึงเหตุแห่งสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น พร้อมทั้งความดับสนิทของสิ่งเหล่านั้น, พระมหาสมระองค์นั้นมีปรกติกล่าวด้วยอาการอย่างนี้."    (๒๙๑)

             นักบวชได้กล่าวเพียงเท่านี้ แต่ขณะที่อุปติสสะได้ยืนฟังข้อความนี้อยู่ที่ประตูเมืองนั่นเอง ความแจ่มแจ้งได้โพลงขึ้นในใจของเขาอย่างรุ่งโรจน์ ในธรรมที่พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ได้ทรงสอน เป็นธรรมที่แสดงให้ทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้นก็ตาม จักต้องดับลงไปอีกอย่างไม่มีทางยกเว้น,อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้,อย่างไม่เคยผิดพลาดเลย.อุปติสสะได้เห็นอย่างแจ่มแจ้งในขณะนั้นเองว่า "สิ่งที่ไม่มีการเกิด" เท่านั้นเองที่จะเป็นอิสระเหนือกฏที่ว่า "มันจะต้องดับ" หรือ "ต้องตาย" และสิ่งนั้นแหละคือ อมฤตธรรม.   (๒๙๒)

             อุปติสสะได้กล่าวแก่บรรพชิตรูปนั้นว่า "ถ้าความข้อนี้เป็นสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้มาจากอาจารย์ของท่านแล้ว ก็เป็นที่แน่นอนว่าท่านได้ลุถึงสิ่งที่ไม่มีทุกข์ อยู่เหนือความตาย ซึ่งไม่เคยปรากฏแก่มนุษย์เรามาเป็นยุคๆ." เมื่ออุปติสสะกล่าวดังนี้แล้ว ก็ได้กล่าวขอบคุณแก่บรรพชิตรูปนั้น และได้ไต่ถามถึงที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ แล้วลาจากไปเพื่อไปบอกกล่าวแก่โกลิตะเพื่อนของตน ให้ทราบถึงข่าวดีที่ว่า บัดนี้ ตนได้พบอมฤตธรรมนั้นแล้ว !   (๒๙๓)

             บัดนี้อุปติสสะมีใบหน้าแจ่มใสอิ่มเอิบสงบเสงี่ยมเช่นเดียวกับใบหน้าของบรรพชิตผู้ที่ได้บอกกล่าวอมฤตธรรมแก่เขา เมื่อโกลิตะได้เห็นอุปติสสะมีใบหน้าเช่นนั้นกำลังเดินใกล้เข้ามา ก็ทราบได้ว่าความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวง ได้เกิดขึ้นแก่สหายของเขาแล้ว,จึงได้ถามว่า "เพื่อนเอ๋ย,ทำไมหน้าตาของท่านจึงดูแจ่มใส รุ่งเรืองยิ่งนัก,ท่านได้พบอมฤตธรรม ซึ่งเราทั้งสองได้แสวงกันมาเป็นเวลานานนักแล้วอย่างนั้นหรือ?"   (๒๙๔)

             อุปติสสะได้ตอบด้วยความร่าเริงว่า "อย่างนั้น อย่างนั้น เพื่อนเอ๋ย,เราได้พบอมฤตธรรมนั้นแล้ว." โกลิตะได้ถามอย่างรีบร้อนว่า "เป็นอย่างไรกันเพื่อน? เป็นอย่างไรกัน?" อุปติสสะได้บอกแก่โกลิตะเพื่อนร่วมใจของเขาด้วยเรื่องบรรพชิตแปลกหน้า ที่เขาได้พบเที่ยวบิณฑบาตอยู่ตามถนนในเวลาเช้า นุ่งห่มจีวรสีเหลือง มีท่าทางสงบและสำรวม ชนิดที่เขาไม่เคยเห็นนักบวชรูปใดเป็นอย่างนั้นมาก่อนเลย และบอกให้ทราบถึงการที่เขาได้ติดตามไปจนถึงประตูเมือง และไต่ถามถึงมูลเหตุที่ทำให้ท่านมีผิวพรรณผ่องใส สงบเสงี่ยมเช่นนั้น. ในที่สุดอุปติสสะได้กล่าวคาถามีจำนวนสี่บาท ซึ่งบรรพชิตรูปนั้นได้กล่าวแล้วให้โกลิตฟัง. และในขระนั้นเอง โกลิตะก็ได้เห็นธรรม รู้แจ้งว่าอมฤตธรรมนั้น มิได้เกิดอยู่ในโลกนี้ ในลักษณะที่เป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏรัพพะและความคิดนึกต่าง ๆ และเพราะเหตุที่อมฤตธรรมนั้นมิได้เป็นสิ่งที่มีความเกิดขึ้นเช่นนั้นเอง,จึงเป็นสิ่งที่ไม่ดับ คือ ไม่ตาย.   (๒๙๕)

             ในที่สุด สหายคู่นั้น ได้ตรงไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า และถือเอาพระพุทธองค์เป็นครู แทนครูสญชัยสืบไป. พระองค์ทรงรับเขาทั้งสองเข้าเป็นภิกษุ และต่อมาได้เป็นพระอัครสาวกของพระองค์,เนื่องจากมีความรู้สติปัญญาและความสามารถมาก,และมีนามซึ่งรู้จักกันในโลกนี้ว่า "พระสารีบุตร" และ"พระโมคคัลลาน" บรรพชิตผู้ได้บอกอมฤตธรรมแก่ท่านทั้งหลายสองโดยคาถาเพียงสี่บาทนั้น มีนามว่า "อัสสชิ" เพราะฉะนั้นคาถานั้นจึงได้ นามว่า "คาถาของพระอัสสชิ" สืบมา. (๒๙๖)

             มิใช่เพียงแต่อุปติสสะกับโกลิตะเท่านั้น ที่เข้ามาบวชเป็นภิกษุกับพระพุทธองค์ ขระที่ประทับอยู่ใกล้นครราชคฤห์ในคราวนี้,แต่ยังมีคนหนุ่มตระกูลสูงเป็นจำนวนมาก ได้สละบ้านเรือน มารดาบิดา ญาติใหญ่น้อย แล้วมาบวชเป็นภิกษุสาวกของพระองค์ ผู้มีนามที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า "พระศากยมหามุนี" ทั้งนี้เพราะเหตุที่พระองค์ทรงเป็นศาสดาแตกต่างจากศาสดาอื่น ๆ ในประเทศนั้น ในข้อนี้ทรงมีพระชาติกำเนิดอันสูงศักดิ์และประเสริฐ และทรงมีการบรรลุธรรมอันสูงสุด ซึ่งเมื่อใครปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์จนถึงที่สุดแล้ว จักได้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง โดยสิ้นเชิง.   (๒๙๗)

             ความจริงมีว่า ในครั้งนั้น คนหนุ่ม ๆ ได้พากันออกบวชเป็นจำนวนมาก จนถึงกับประชาชนแห่งเมืองนั้นพากันรู้สึกตกใจ ไม่สบายใจ และบางพวกถึงกับโกรธแค้น. คนบางพวกได้ไปร้องทุกกับพระองค์ว่า ถ้ายังออกบวชกันเป็นจำนวนมากอยู่เช่นี้,ในไม่ช้าก็จักไม่มีคนหนุ่มที่จะประกอบกิจการงานตามบ้านเรือนอีกต่อไป. เขาพากันกล่าวว่า ในไม่ช้า จักไม่มีครอบครัวเพิ่มขึ้น,จักไม่มีเด็กเกิดมา บ้านเมืองก็จะรกร้างว่างเปล่า เพราะออกบวชเป็นภิกษุกันเสียหมด.    (๒๙๘)



    



จัดสร้างและพัฒนา โดย สมพงศ์ ชูสุวรรณ