
ตอนที่ ๑๑ สิงคาลมาณพ
หลังจากที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงส่งพระอรหันตสาวก ๖๐ รูป ออกไปเพื่อเผยแพร่พระศาสนาตามทิศทางต่าง ๆ แล้ว พระองค์เองก็ได้เสด็จออกจากป่าอิสิปตนะ ตรงไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้สู่ประเทศมคธ และในที่สุดก็ได้เสด็จมาถึงตำบลอุรุเวลา. ณ ที่นั้นพระองค์ได้เสด็จไปพำนักอยู่กับพวกชฎิลจำนวนหนึ่ง ประมาณพันรูป ซึ่งมีชฎิลชื่อว่า กัสสปะสามคนพี่น้องเป็นหัวหน้า. พระองค์ได้ทรงทำลายทิฏฐิมานะของชฎิลเหล่านั้นสิ้นเชิงแล้วทรงอธิบายหลักธรรม ที่ทรงค้นพบได้ใหม่ให้หัวหน้าชฎิลเหล่านั้นฟังจนมีความพอใจรับเอาคำสอนของพระองค์ และขอบวชเป็นภิกษุในศาสนาของพระองค์ และได้บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ในเวลาต่อมาด้วยกันทุกรูปทั้งหัวหน้าและบริวาร. (๒๗๖)
พระพุทธองค์ได้เสด็จจากอุรุเวลาไปสู่นครราชคฤห์ตามที่เคยได้สัญญาไว้กับพระเจ้าพิมพิสารว่า เมื่อพระองค์บรรลุธรรมแล้ว จักเสด็จกลับมาสั่งสอนพระราชาและประชาชนแห่งนครนั้นให้รู้ตามด้วย.พระเจ้าพิมพิสารและชาวนครราชคฤห์ได้ทำการต้อนรับพระองค์ ด้วยความยินดีอย่างสูงสุดในข้อที่ว่าพระองค์ได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเสด็จมาโปรดเขาเหล่านั้น. (๒๗๗)
ณ ที่สวนตาลหนุ่มแห่งหนึ่ง พระองค์ได้ทรงสั่งสอนชี้แจงด้วยพระหฤทัยอันเต็มไปด้วยพระกรุณา โดยวิธีต่าง ๆ จนกระทั่งพระราชาและประชาชนเหล่านั้น มีความเข้าใจในธรรม ประกาศตนเป็นพระสาวกของพระองค์. พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงแสดงความเคารพนับถือในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ให้ปรากฏออกมาโดยการทรงถวายอุทยานเวฬุวัน ให้เป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข. (๒๗๘)
เช้าวันหนึ่ง พระองค์เสด็จออกจากอุทยานเวฬุวัน เพื่อไปบิณฑบาตในนครราชคฤห์ ในระหว่างทางพระองค์ได้ทรงพบชายหนุ่มคนหนึ่งเนื้อตัวเปียกชุ่มไปหมด ราวกะว่าเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ ยืนอยู่กลางถนน ทำอาการโค้งตัวนบไหว้ทิศทั้งสี่ คือ ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ แล้วไหว้แหงนขึ้นไปบนฟ้า และไหว้ลงไปทางพื้นดินแทบเท้าของตนในที่สุด. และได้โปรยเมล็ดข้าวไปทุกทิศ ในขณะที่ตนกำลังทำการนบไหว้. (๒๗๙)
พระองค์ได้ทรงทอดพระเนตรดูชายหนุ่มคนนั้น ซึ่งกระทำพิธีอันแปลกประหลาดอยู่บนทางสาธารณะจนเสร็จแล้ว ได้ตรัสถามเขาว่า ทำไม เขาจึงทำอย่างนั้น. ชายหนุ่มคนนั้นได้ทูลตอบว่า เขาทำเช่นนั้นตามคำสั่งของบิดาซึ่งได้สั่งให้เขากระทำทุก ๆ เวลาเช้า เพื่อเป็นการป้องกันสิ่งชั่วร้ายทุกประการมิให้มาสู่ตัวเขา จากทิศทั้งสี่ และจากเทวดาในเบื้องบนและจากปีศาจในเบื้องต่ำ. บิดาของเขาได้ขอร้องเขาเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อกำลังจะสิ้นชีพให้เขาทำเช่นนั้น. ดังนั้น เขาจึงไม่อาจฝ่าฝืนความประสงค์ของบิดา นับตั้งแต่วันที่บิดาของเขาสิ้นชีพเป็นต้นมา เขาได้ปฏิบัติตามคำสั่งนี้อย่างเคร่งครัด โดยไม่มีขาดสักวันเดียว. (๒๘๐)
พระพุทธองค์ได้ทรงฟังคำตอบของเขาดังนั้นแล้วได้ตรัสว่า "เป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง สำหรับท่านที่รักษาคำมั่นสัญญาอันได้ให้ไว้กะบิดาขณะที่จะสิ้นชีพอย่างซื่อสัตย์ แต่ว่าสิ่งที่ท่านกระทำนั้น ยังไม่ตรงตามที่บิดาของท่านมุ่งหมาย." (๒๘๑)
"ข้อที่บิดาของท่านสั่งให้ท่านทำการนบไหว้ และโปรยอาหารไปทางทิศตะวันออกนั้น บิดาของท่านหมายความว่าท่านจะต้องแสดงความเคารพสักการะต่อบุคคล ซึ่งให้กำเนิดชีวิตแก่ท่านโดยเฉพาะ ก็คือ มารดาบิดานั่นเอง. การนบไหว้ทางทิศใต้นั้น บิดาของท่าน หมายถึง การเคารพสักการะครูบาอาจารย์ ซึ่งสั่งสอนวิชาความรู้ให้ท่าน. การนบไหว้ทางทิศตะวันตกนั้น หมายถึง การทนุถนอมเลี้ยงดูบุตร และภรรยา. การนบไหว้ทางทิศเหนือ หมายถึง การเคารพนับถือสงเคราะห์วงศ์ญาติและมิตรสหาย. การนบไหว้ทางทิศเบื้องบน หมายถึง การสักการะบูชาบุคคลผู้มีความดี ความงาม ความประเสริฐ เช่น สมณะและพราหมณ์ เป็นต้น. สำหรับการไหว้ลงทิศเบื้องต่ำทางพื้นดินนั้น หมายถึง การยอมรับนับถือสิทธิในการแสวงสุข และการมีชีวิตของสัตว์ต่ำ ๆ ทุกประเภท แม้แต่สัตว์ที่ถือกันว่าเล็กและเลวที่สุดซึ่งอาศัยอยู่ในแผ่นดิน. บิดาของท่านมุ่งหมายอย่างนี้ จึงได้สั่งให้นบไหว้ เช่นนั้น และเป็นการป้องกันอันตรายทุกอย่างอันจะมาถึงท่านจากทุกทิศทุกทาง ได้จริง." (๒๘๒)
พระองค์ได้ทรงอธิบายให้ชายหนุ่มคนนี้ ซึ่งมีนามว่า สิงคาละ เข้าใจโดยละเอียด ในสิ่งที่เขาจะต้องประพฤติต่อตนเองและต่อบุคคลอื่น เพื่อให้ทุกคนมีความสุขความเจริญ ทั้งในปัจจุบัน และอนาคต. พระองค์ได้ทรงแนะให้สิงคาละเว้นจากการฆ่า,เว้นจากการลักขโมย,จากการล่วงเกินคนรักของบุคคลอื่น,จากการพูดเท็จ,และการดื่มน้ำเมาทุกชนิด. พระองค์ทรงแนะนำให้เขาทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียร เพื่อการสะสมทรัพย์และในการรักษาทรัพย์ซึ่งหามาได้แล้ว แต่ก็อย่าได้หลงละโมภ หรือบริโภคใช้สอนทรัพย์นั้น เพื่อประโยชน์แก่ตนแต่ผู้เดียว และไม่ใช้ทรัพย์ไปในทางสุรุ่ยสุร่ายอย่างโง่เขลา ทรงแนะให้ใช้ทรัพย์จำนวนหนึ่งในสี่เพื่อการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว หนึ่งในสี่ในการขยายการงานอาชีพของตนให้กว้างขวางออกไป หนึ่งในสี่ในการช่วยเหลือคนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ, และอีกหนึ่งในสี่เก็บไว้เป็นทุนสำรอง เมื่อคราวภัยพิบัติเกิดขึ้นจักได้ใช้สอยทันท่วงที. (๒๘๓)
สิงคาละได้ตั้งใจฟังคำแนะนำของพระองค์ด้วยความเคารพและได้กราบทูลแก่พระองค์ว่าเมื่อบิดาของเขายังมีชีวิตอยู่นั้น เขาเองได้กล่าวกะบิดาของเขาอยู่บ่อย ๆ ถึงข่าวเล่าลืออันเกี่ยวกับพระองค์ว่าทรงเป็นศาสดาเอก และได้พยายามขอร้องให้บิดาของเขาไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อรับคำสั่งสอน,แต่บิดาของเขาได้ปฏิเสธเสียทุกคราวไป,โดยพูดว่าลำบากเกินไปบ้างเหนื่อยเปล่าบ้าง ไม่มีเวลาบ้าง ไม่มีเงินที่จะใช้จ่ายในการเดินทางบ้าง. กล่าวดังนี้แล้ว ชายหนุ่มชื่อสิงคาละนั้น ได้ทูลขอร้องให้พระพุทธองค์ทรงยกโทษให้แก่บิดาของเขา และตัวเขาเอง ขอสมัครเป็นสาวกของพระองค์ยืนยันในการที่จะทำการไหว้ทิศทั้งหก ตามวิธีที่พระองค์แนะนำโดยครบถ้วนจนตลอดชีวิตง ข้อความที่พระพุทธองค์ได้ตรัสแก่สิงคาลมานพอย่างไรโดยละเอียดนั้น อาจจะอ่านดูได้จากสิคาโลวาทสูตร ใรคัมภีร์ฑีฆนิกาย. (๒๘๔)