
ตอนที่ ๑๐ ทรงประกาศพระธรรม
ในขณะนี้ พระองค์ทรงมีอาการเปรียบเหมือนบุคคลที่ได้พยายามว่ายน้ำฝ่ากระแสคลื่นลมมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งได้ถึงฝั่งด้วยความปลอดภัย แล้วนอนลงชั่วครู่หนึ่งเพื่อบรรเทาความเมื่อยล้าของแขนและขาแล้วยืนมองดูกกระแสน้ำ ซึ่งเต็มไปด้วยภัยอันตรายอันพระองค์ได้ว่ายฟันฝ่ามาด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งถึงฝั่งด้วยความสวัสดี, หรือมิฉะนั้นเปรียบเหมือนบุคคลซึ่งได้ไต่ขึ้นไปด้วยความยากลำบาก จนถึงยอดภูเขาสูงมีอากาศเย็นสบายนั่งลงพักเหนื่อย มองดูโดยรอบข้าง มีความสบายกายและสบายใจ เหลียวลงมาดูแผ่นดินเบื้องล่างอันเต็มไปด้วยลมร้อนและฝุ่นร้อนที่ตนได้ผ่านมาแล้วแต่หนหลัง ก็รู้สึกเป็นสุขใจ, คือ บัดนี้ความพยายามฟันฝ่าอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของพระองค์ได้ประสพผลสำเร็จโดยครบถ้วน ในท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าตำบลอุรุเวลานั่นเอง. (๒๔๓)
พระองค์ผู้ทรงประสพชัยชนะในสงครามอันโหดร้ายนี้แล้ว ได้เสด็จประทับพักผ่อน เสวยวิมุติสุข คือ ความสุขเกิดจากความรอดพ้นจากการทนทรมานนานาประการในการต่อสู้กับกิเลส และได้ทรงลิ้มรสของศาสติธรรมอันพระองค์ทรงชนะแล้ว และเป็นผลของความรู้หรือความ ซึ่งพระองค์ได้ทรงประสพในบัดนี้. เมื่อพระองค์ได้เสด็จประทับอยู่ภายใต้ต้นไม้แห่งชัยชนะ กล่าวคือต้นโพธิ์นั้น จนเป็นที่พอพระทัยแล้ว ก็ได้เสด็จไปยังต้นไทรในบริเวณใกล้เคียงกันอีกต้นหนึ่ง ซึ่งพวกเด็กเลี้ยงแพะในถิ่นนั้นใช้เป็นที่นั่งพักร้อนเฝ้าสูงแพะในเวลากลางวัน. (๒๔๔)
เมื่อพระองค์กำลังประทับอยู่ ณ ที่นั้น เผอิญมีพราหมณ์คนหนึ่งผ่านมาทางนั้น ได้ทักทายพระองค์ตามธรรมเนียม แล้วได้ตั้งคำถามขึ้นถามพระองค์ว่า "ท่านโคดม ! อะไรที่ทำคนให้เป็นพราหมณ์ที่แท้จริงได้ ? คุณสมบัติอะไรบ้างที่เขาจะต้องแสวงหามาใส่ตน เพื่อทำให้เขาเป็นบุคคลแห่งวรรณะสูงอย่างแท้จริง ?". (๒๔๕)
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงรู้สึก หรือไม่ทรงสนพระทัยในความเย่อหยิ่งของพราหมณ์ผู้นั้น ที่กล่าวแก่พระองค์ด้วยอาการออกชื่อสกุลตรง ๆ อันเป็นความไม่เคารพ,แทนที่จะกล่าวด้วยคำเป็นต้นว่า "ข้าแต่พระคุณเจ้า" หรือ "ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า" ดังนี้เป็นต้น. พระองค์ได้ตรัสตอบอย่างตรงไปตรงมาด้วยคำซึ่งผูกขึ้นเป็นกาพย์มีใจความว่า"พราหมณ์ที่แท้จริง คือ ผู้ที่ลอยบาปเสียได้ทั้งหมด,ละความเย่อหยิ่งได้,สำรวมตนได้,ไร้มลทิน,รอบรู้และประพฤติพรหมจรรย์.คนเช่นนี้เท่านั้นที่ควรเรียกว่าเป็นพราหมณ์ได้. เขาเป็นผู้ที่ไม่ประพฤติอย่างชาวโลกอีกสืบไป."พราหมณ์ผู้นั้นได้เดินหลีกไป พร้อมกับบ่นพึมพำกับตัวเองว่า "พระสมณะโคดมนี้ รู้เรื่องในใจของเรา พระสมณะโคดมนี้ รู้เรื่องในใจของเรา." ดังนี้. (๒๔๖)
สองสามวันต่อมา ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้ายังคงประทับอยู่ที่โคนต้นไม้ของเด็กเลี้ยงแพะนั้น มีพ่อค้า ๒ คน ซึ่งนำสินค้ามาขายยังประเทศนี้ได้เดินผ่านมา. เขาได้เห็นพระองค์ประทับนั่งอยู่ใต้ต้นไม้นั้น ด้วยอาการอันสงบและอิ่มเอิบ เหมือนบุคคลที่ได้ประสพชัยชนะในการต่อสู้อย่างใหญ่หลวงแล้วกำลังพอใจในผลแห่งชัยชนะนั้นอยู่. เขาได้น้อมนำอาหารอย่างดีเข้าไปถวาย และจับอกจับใจในถ้อยคำและความงามสง่าของพระองค์ และได้ทูลขอร้องให้พระองค์ทรงยอมรับเขาเป็นสาวกผู้นับถือพระองค์ ด้วยเหตุนี้พ่อค้าสองคนนี้ ซึ่งมีนามว่า "ตปุสสะ" และ "ภัลลิกะ" จึงได้เป็นบุคคลแรกในโลก ซึ่งได้เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้. (๒๔๗)
เมื่อพระองค์ทรงพักผ่อนเป็นเวลานานพอแก่พระประสงค์แล้ว ก็ทรงเริ่มพระดำริถึงสิ่งที่พระองค์ควรกระทำต่อไป. พระองค์ได้ทรงพบสิ่งซึ่งพระองค์ทรงแสวงแล้ว และทรงรู้สึกว่าไม่ควรจะเก็บความรู้อันประเสริฐนี้ไว้เงียบๆ, ควรจะเผยแผ่ให้รู้กันทั่ว ๆไป เพื่อให้คนเหล่าอื่นมีส่วนได้รับประโยชน์จากความรู้อันประเสริฐนี้ด้วย. (๒๔๘)
พระองค์ทรงดำริเช่นนี้ขึ้นในพระทัยเป็นข้อแรก แต่แล้วความคิดอีกอันหนึ่งได้เกิดขึ้นขัดขวาง โดยทรงรำพึงแก่พระองค์เองว่า "สิ่งที่เราได้รู้แล้วนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยาก. มันเป็นของที่ลึกซึ้งและละเอียดสุขุม. คนที่มีความคิดจริง ๆ มีปัญญาแจ่มใสจริง ๆ เท่านั้น จึงจะสามารถจับฉวยเอาใจความได้อย่างถูกต้องจนได้รับผล. แต่คนที่มีความคิดและปัญญาอันแจ่มใสนั้นมีอยู่ที่ไหน. คนส่วนมากไม่ประสงค์จะทนความยากลำบากในการคิดและพินิจพิจารณาอย่างลึกซึ้ง. เขาชอบกันแต่สิ่งง่าย ๆ ชอบกันแต่สิ่งที่ทำความสนุกสนานเพลิดเพลินให้แก่ตน. หัวใจของเขาเอียงไปแต่ในสิ่งซึ่งเขาเห็นว่าจะนำความสนุกสนานบันเทิงเริงรื่นมาให้แก่เขาเท่านั้น. เขาทั้งหมดพากันปล่อยตัวไปในเรื่องความเพลิดเพลินทางกามารมณ์. หากเราจะสั่งสอนธรรมะนี้แก่เขา เขาก็ไม่เข้าใจว่าเราได้พูดถึงเรื่องอะไรกะเขา. เขาจักไม่สนใจ. แล้วเราก็จักเหนื่อยเปล่า." (๒๔๙)
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริในพระหฤทัยเช่นนี้ จนมีพระทัยน้อมไปในทางที่จะไม่ทรงสั่งสอนสิ่งซึ่งพระองค์ได้ตรัสรู้แก่ผู้ใด,แต่จะทรงเก็บไว้เพื่อประโยชน์แก่พระองค์แต่ผู้เดียว เพราะไม่ทรงเห็นว่าจะมีผู้ใดในโลกที่ต้องการจะทราบหรือจะพอใจ ในเมื่อพระองค์จะบอกเล่าสิ่งนี้ให้แก่เขา. แต่อย่างไรก็ตาม ความดำริของพระองค์หาได้หยุดเสียเพียงเท่านี้ไม่ เพราะถ้าเป็นดังนั้นแล้ว ใคร ๆ ก็จะมิได้รู้ธรรมะของพระองค์ ดังเช่นทุกวันนี้. พระองค์ได้ทรงพยายามตีปัญหาเรื่องนี้ต่อไปอีก จนกระทั่งเกิดมีความคิดอันใหม่ขึ้นแก่พระองค์ดั่งต่อไปนี้. (๒๕๐)
"ถูกแล้ว มันเป็นความจริงในข้อที่ว่าคนแทบทั้งหมดในโลกนี้ไม่ปรารถนาจะฟังธรรมซึ่งเราได้ค้นพบ และจะไม่เข้าใจแม้ว่าเราจะได้พยายามบอกกล่าวแก่คนประเภทนี้. เขารักแต่สิ่งที่ง่าย ๆ สนุกสนานและไม่ทำให้เขายุ่งยากใจในการคิด แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น คนทุกคนในโลกไม่เหมือนกัน, มีคนบางพวกแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งกำลังไม่ประสพความพอใจด้วยวิถีแห่งการดำเนินชีวิตชนิดที่เขากำลังกระทำอยู่ เขากำลังต้องการจะรู้ให้มากไปกว่าที่เขารู้อยู่ในบัดนี้, เขาไม่พอใจที่จะดำเนินตนไปในทางที่เอาแต่ความสนุกสนานเพลิดเพลิน. มันจะเป็นที่น่าสมเพชสักเพียงใดถ้ารู้ธรรม ซึ่งสามารถนำความสุขกายสุขใจมาให้แก่คนประเภทนี้ได้, แต่แล้วกลับเก็บเงียบไว้ไม่บอกกล่าวให้เขาได้ยินได้ฟังเลย. (๒๕๑)
"ไม่ได้ ! เราจักไม่ทำเช่นนั้น. เราจักออกไปเดี๋ยวนี้แล้ว และจะทำคนจำพวกนั้นทุกคนที่เราพบ ให้ได้รู้ได้เข้าใจถึงความจริงอันประเสริฐสี่ประการซึ่งเราได้ค้นพบแล้ว. คือความจริงเรื่องทุกข์ และต้นเหตุของมัน,เรื่องความไม่มีทุกข์เลย และวิธีที่จะให้ได้รับความไม่มีทุกข์นั้น.คนที่ฟังแล้วพอจะเข้าใจได้ก็ยังมีอยู่ แม้จะมีเพียงจำนวนน้อยก็ตาม. (๒๕๒)
"มันเหมือนกับในสระบัว ซึ่งมีบัวหลาย ๆ ชนิดเกิดอยู่ เป็นสีชมพูบ้าง น้ำเงินบ้าง ขาวบ้าง. บัวส่วนมากมีดอกอ่อนโผล่ขึ้นมาจากกอ ซึ่งยังจมอยู่ใต้ดินได้หน่อยหนึ่ง พอพ้นจากโคลนบ้าง,ขึ้นมาได้ครึ่งทางระหว่างพื้นดินกับผิวน้ำบ้าง. ขึ้นโผล่มาถึงผิวน้ำบ้าง,ถูกสัตว์กัดกินเสียก่อนที่จะได้บานบ้าง ส่วนที่โผล่ขึ้นพ้นน้ำรับแสงแดดเบิกบานอยู่ในอากาศนั้น มีเป็นจำนวนน้อยกว่าก็จริง,แต่ก็ยังมีอยู่ ! ข้อนี้ฉันใด, สัตว์ทั้งหลายก็เป็นฉันนั้น, บางพวกใจของเขาเอาแต่จะจมอยู่ในโคลนแห่งกิเลสแลตัณหา, แต่บางพวกมิได้จมอยู่ในโคลนมากเหมือนอย่างนั้น,มีกิเลสแลตัณหาครอบงำแต่เพียงเล็กน้อย คนจำนวนหลังนี้เองจะสามารถเข้าใจคำสั่งสอนของเรา เมื่อเขาได้ยินได้ฟัง.เราจักออกไปเดี๋ยวนี้,จะต้องให้เขาได้ยินได้ฟัง.และสอนคนทุกคนที่ควรสอน." (๒๕๓)
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเริ่มระลึกว่าพระองค์ควรจะสอนบุคคลใดเป็นคนแรก ซึ่งจะพอใจฟังและเข้าใจได้โดยเร็ว. ลำดับนั้น พระองค์ทรงระลึกถึงอาจารย์เก่าของพระองค์เอง คือ ดาบสชื่อ อาฬาระ กาลามะ ซึ่งมีความรู้ความคิดความเฉลียวฉลาด และความบริสุทธิ์อยู่เป็นอันมาก. แล้วพระองค์ทรงรำพึงแก่พระองค์เองว่า เราจักไปสอนดาบสอาฬาระ กาลามะ ก่อนใครอื่น ท่านผู้นี้จักเข้าใจได้โดยรวดเร็ว. (๒๕๔)
เมื่อพระองค์ทรงเตรียมพร้อมที่จะเสด็จไปสู่สำนักดาบสอาฬาระกาลามะ ก็มีใครบางคนได้มาแจ้งข่าวแก่พระองค์ว่า อาฬาระดาบสนั้นได้ถึงแก่กรรมเสียแล้ว. พระองค์จึงทรงนึกถึงบุคคลอื่นสืบไป ก็ระลึกได้ถึงดาบส อุทกะรามบุตร ผู้ซึ่งมีสติปัญญาพอที่จะรู้ธรรมะนี้ได้โดยเร็ว อย่างเดียวกัน. แต่ในที่สุด ก็ทรงทราบว่าดาบสผู้นี้ถึงแก่กรรมเสียแล้วเมื่อคืนที่แล้วมา. (๒๕๕)
พระองค์ทรงระลึกหาบุคคลที่เหมาะสม ที่จะรับคำสั่งสอนเป็นคนแรกที่สุด ต่อไปอีก ในที่สุดก็ทรงระลึกได้ถึง ภิกษุห้ารูป ที่เคยอยู่เฝ้าพระองค์ในคราวเมื่อทรงบำเพ็ญตบะทรมานกาย ณ ตำบลอุรุเวลา. เมื่อได้ทรงทราบว่าบัดนี้ภิกษุเหล่านั้นอาศัยอยู่ที่ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี แล้ว ก็เสด็จจากตำบลอุรุเวลา ตรงไปยังเมืองพาราณสี (ซึ่งมีระยะทางประมาณ ๑๕๐ ไมล์) เมื่อพบกับภิกษุเหล่านั้น. พระองค์ได้เสด็จไปโดยลำดับ ๆ จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง ก็เสด็จถึงป่าอิสิปตนมิคทายวัน อันเป็นที่ซึ่งนักบวชห้ารูปนั้นกำลังพักอาศัยอยู่. (๒๕๖)
เมื่อนักบวชห้ารูปนั้น เห็นพระองค์เสด็จดำเนินมาแน่ไกล ก็ได้กล่าวแก่กันและกันว่า "ดูโน่น! พระสมณโคตมะกำลังตรงมาที่นี่ พระสมณะโคตมะ ผู้มักมาก ซึ่งได้สละความเพียร เวียนกลับไปสู่ความเป็นผู้อยู่อย่างสะดวกสบาย, พวกเราอย่าพูดกะท่าน พวกเราอย่าออกไปต้อนรับ และแสดงความเคารพใดๆ. อย่าออกไปรับบาตรจีวร. เราเพียงแต่ตั้งอาสนะไว้ผืนหนึ่งที่นี่ ถ้าท่านอยากนั่ง จะได้นั่ง. ถ้าท่านไม่นั่ง ก็ให้ท่านยืน. ใครที่ไหนจะไปต้อนรับคนที่ไม่มีอะไรแน่วแน่เช่นท่านผู้นี้?". (๒๕๗)
แต่ในที่สุดเมื่อพระองค์ได้เสด็จดำเนินใกล้เข้ามา นักบวชทั้งห้านั้นได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่างอันแสดงว่าพระองค์มิได้ทรงเป็นอย่างที่เขาเคยนึกมาแต่ก่อน. ในบัดนี้มีอะไรบางอย่างปรากฏอยู่ที่พระองค์ เป็นความสง่างามและสูงส่ง. มีแววแห่งความประเสริฐอย่างที่เขาเหล่านั้นไม่เคยเห็นมาก่อน.นักบวชทั้งห้านั้นได้มีความตื่นเต้นในใจจนกระทั่งลืมตัวเอง และลืมข้อนัดหมายที่ได้ตกลงกันไว้. ได้พากันกระทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ตนอยากจะทำ.ในบัดนั้นบางคนได้รีบเดินตรงไปต้อนรับพระองค์,ถวายความเคารพ,และรับบาตรรับจีวรจากพระองค์ด้วยความนอบน้อม บางคนรีบเร่งตระเตรียมอาสนะเสียใหม่เป็นพิเศษสำหรับพระองค์ และบางคนรีบไปหาน้ำมาชำระพระบาทของพระองค์. (๒๕๘)
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะ ซึ่งนักบวชทั้งห้านั้นจัดถวายแล้ว ได้ตรัสแก่เขาเหล่านั้นว่า "ฟังก่อนภิกษุทั้งหลาย! เราได้พบหนทางแห่งอมฤตธรรมแล้ว เราจะบอกท่าน เราจะแนะให้ท่าน ถ้าท่านทั้งหลายฟังและศึกษาและปฏิบัติตามที่เราบอก ไม่นานเลย ท่านทั้งหลายจักรู้ได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องรอถึงชาติหน้า แต่จักรู้ได้ที่นี่ ในบัดนี้ ในชีวิตนี้ว่าถ้อยคำที่เรากล่าวนั้นมีความจริงเพียงใด, และท่านทั้งหลายจักเข้าถึงสิ่งซึ่งอยู่เหนือความเกิดและความตายได้ ด้วยตนเอง. (๒๕๙)
เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่นักบวชทั้งห้านี้จะต้องมีความฉงนเป็นอันมากในการที่ได้ฟังพระองค์ตรัสเช่นนี้. เขาเหล่านั้นได้เห็นพระองค์บำเพ็ญตบะอดอาหารและทรมานกาย แล้วมาเลิกเสียเพื่อให้บรรลุธรรม. และบัดนี้ยังมาบอกแก่เขาว่าพระองค์ได้บรรลุธรรมนั้นแล้วด้วย นักบวชเหล่านั้นไม่ยอมเชื่ออย่างง่าย ๆ และได้กล่าวโต้พระองค์นานาประการ. (๒๖๐)
เขาได้กล่าวแก่พระองค์ว่า "เพื่อนโคตมะ! ทำไม่เล่า เมื่อพวกเราอยู่กับท่าน ท่านปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในการบำเพ็ญตบะทรมานกายทุกชนิดดังเช่นนักบวชทั้งหลายประพฤติกันอยู่ทั่วชมพูทวีป พวกเราจึงได้นับถือท่านเป็นอาจารย์ผู้สั่งสอน ท่านบำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัดเช่นนั้นแล้ว ก็ยังไม่บรรลุธรรมที่ท่านต้องการ, มาบัดนี้ท่านจะบรรลุธรรมนั้นได้อย่างไร ในเมื่อท่านกลับมาเป็นคนอยู่อย่างมักมาก ละทิ้งความเพียรเสียแล้ว หมุนไปหาความสะดวกสบายตามพอใจเช่นนี้?" (๒๖๑)
พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบว่า "ท่านทั้งหลาย ! พวกท่านเข้าใจผิด.เราไม่ได้ละความเพียรแต่อย่างใดเลย เราไม่ได้เป็นอยู่อย่างหลงใหลตามใจตัวเอง เอาแต่สนุก จงฟังเราก่อน เราได้บรรลุวิชชาและญาณอันสูงสุดแล้วจริง ๆ เราสามารถสอนท่านทั้งหลายให้ท่านบรรลุธรรมนั้นได้ โดยตัวท่านเองด้วย." (๒๖๒)
นักบวชทั้งห้าเหล่านั้นไม่สามารถจะปลงใจเชื่อ ในถ้อยคำของพระองค์มันปรากฏแก่เขาในทำนองที่เป็นไปไม่ได้. แม้พระองค์จะได้ทรงขอร้องให้คนเหล่านั้นฟังและเชื่ออีกครั้งหนึ่ง เขาก็ยังไม่อาจจะเชื่อ,เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าคนเหล่านั้น ไม่ยอมเชื่อว่าพระองค์บรรลุธรรมที่อยู่เหนือความตายจริง ๆ แล้ว พระองค์ได้ทรงมองที่ใบหน้าของคนเหล่านั้น อย่างเพ่งจ้องและเอาจริงเอาจังพร้อมทั้งตรัสว่า "ท่านทั้งหลาย! จงฟังก่อน,จงนึกดูให้ดี ๆ ว่า ตลอดเวลาที่ท่านทั้งหลายอยู่กับเรา ในครั้งกระโน้น เราได้เคยพูดเช่นนี้กับท่านทั้งหลายบ้างหรือเปล่า? เราได้เคยบอกท่านทั้งหลายว่าเราได้บรรลุวิชชาและญาณอันสูงสุด อันทำอยู่เหนือความเกิดและความตายเช่นนี้หรือ เปล่า? จงคิดดู!". (๒๖๓)
นักบวชทั้งห้านั้น ต้องตอบแก่พระองค์ว่า เป็นความจริงที่พระองค์ไม่เคยตรัสคำเช่นนี้แก่พวกเขามาก่อนเลย.พระองค์ได้ตรัสต่อไปว่า "บัดนี้ จงฟังเราก่อน ในเมื่อเราได้ยืนยันว่าเราได้ถึงหนทางแห่งอมตธรรมแล้วจริง ๆ ก็จงฟังให้รู้ว่าเราได้พบอะไรและอย่างไรเสียก่อนจะดีกว่า." (๒๖๕)
พระองค์ได้ตรัสถ้อยคำเหล่านี้อย่างองอาจ และตรึงใจ.ขระเมื่อตรัสพระองค์ได้ทรงเพ่งจ้องมองด้วยลักษณะของบุคคลผู้มีเมตตา และซื่อตรงอย่างบริสุทธิ์ จนนักบวชเหล่านั้นหมดความสงสัย ไม่ปฏิเสธในการที่จะตั้งใจฟังพระองค์อย่างแท้จริง. นักบวชทั้งห้าได้ขอร้องให้พระองค์ทรงยับยั้งอยู่ เพื่อสอนเขาเหล่านั้น ด้วยสิ่งซึ่งพระองค์ทรงค้นพบ. คำสอนเรื่องแรกที่พระองค์ได้สอนเขานั้นเรียกว่า ปฐมเทศนา หรือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ว่า ด้วยอริยสัจ ๔ อย่าง และมรรคมีองค์ ๘ ประการ. (๒๖๕)
พระองค์ได้ทรงสอนนักบวชทั้งห้า ซึ่งเคยเป็นศิษย์เก่าของพระองค์เหล่านั้น ด้วยธรรมที่พระองค์เพิ่งตรัสรู้ใหม่ ๆ ทุกวัน ๆ จนครบถ้วน เป็นเวลาสองสามเดือน. ประทับอยู่กับนักบวชเหล่านั้น โดยทรงสอนนักบวชสามคน เมื่อนักบวชอีกสองคนไปบิณฑบาตเพื่อนำอาหารมาเลี้ยงกัน. และทรงสอนนักบวชอีกสองคน ในเมื่อนักบวชสามคนนั้นได้ไปบิณฑบาต.ผลัดเปลี่ยนกันโดยทำนองนี้ตลอดเวลาอย่างผาสุก. (๒๖๖)
เพราะเหตุที่ได้อาจารย์อันประเสริฐสุดในโลก นักบวชทั้งห้านั้นก็ได้ลุถึงธรรม ดังเช่นที่พระองค์ได้ทรงบรรลุ. เขาได้ประสพผลแห่งการปฏิบัติขั้นสูงสุด คือ นิพพานได้ ในภพทันตาเห็นนี้เอง. ในบรรดานักบวชห้าคนนั้นผู้ที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ในคำสอนของพระองค์เป็นคนแรก มีนามว่า โกณฑัญญะ. อีกสี่คนนอกนั้นมีนามว่า วัปปะ,ภัททิยะ,มหานามะ และอัสสชิ นักบวชทั้งห้านี้ ได้เป็นพระอรหันต์จำนวนห้าองค์แรกในโลก คำว่า "อรหันต์" นับว่าพระอรหันต์ทั้งห้าองค์นี้เป็นชุดแรกของหมู่สงฆ์สาวกประเภทที่มีพระพุทธองค์เป็นผู้ทรงสั่งสอนและแนะนำด้วยพระองค์เองโดยตรง คำสอนที่ทำให้ท่านเหล่านั้นได้เป็นพระอรหันต์พร้อมกันทั้งห้าองค์นั้น เรียกว่า อนัตตลักขณสูตร. (๒๖๗)
เมื่อพระองค์ยังประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนะนั้น มีชายหนุ่มลูกเศรษฐีแห่งเมื่อพาราณสีคนหนึ่งชื่อ ยสะ ได้มาพบพระองค์เข้าโดยบังเอิญในโอกาสวันหนึ่ง. เมื่อเขาได้ฟังธรรมะของพระองค์ และทราบถึงผลของการปฏิบัติธรรมะนั้นแล้ว ก็มีความพอใจจนถึงกับขอบวช และอยู่อาศัยกับพระองค์เพื่อศึกษาและปฏิบัติให้ยิ่งขึ้นไปอีก. (๒๖๘)
ในเย็นวันนั้นเอง ได้มีชายสูงอายุคนหนึ่งมาเฝ้าพระองค์และทูลว่าลูกชายได้หายมาจากบ้าน ตั้งแต่เมื่อเช้านี้ เข้าใจว่ามาทางนี้. มารดาของเขากำลังร้องไห้คร่ำครวญโดยคิดว่า เขาอาจจะถูกคนร้ายฆ่าเสียในถิ่นนี้แล้ว. (๒๖๙)
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกให้เศรษฐีผู้นั้น ทราบว่าลูกของเขาปลอดภัย ไม่ต้องเป็นห่วง,และพระองค์ได้ตรัสธรรมะอันเหมาะสมให้เศรษฐีผู้นั้นฟัง เพื่อให้เศรษฐีผู้นั้นทราบว่าธรรมะนั้นเป็นอย่างไร จึงได้เป็นที่พอใจแก่ลูกชายของเขาจนถึงกับขอบวช. ในที่สุดแห่งการตรัส,เศรษฐีผู้นี้ก็ได้พอใจและเลื่อมใสในธรรม ประกาศตนเป็นอุบาสก รับถือธรรมของพระองค์เป็นสรณะจนตลอดชีวิตสืบไป. เขาได้ทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งพระยสะด้วย ไปฉันอาหารบิณฑบาตที่เรือนของตนในวันพรุ่งนี้. (๒๗๐)
ต่อจากนั้นมา เพื่อนสนิทของพระยสะเศรษฐีบุตรอีกสี่คนได้ออกบวชตามพระยสะ เป็นภิกาในพระพุทธศาสนา และได้มีคนหนุ่มอีกจำนวนมากพากันบวชตามโดยทำนองนี้ที่ป่าอิสิปตนะนั้น จนกระทั่งรวมด้วยกันทั้งหมดประมาณ ๖๐ รูป ผู้บวชใหม่เหล่านี้ทุกคน ล้วนแต่มีเชื้อชาติสกุลดี มีความพากเพียรพยายามในการศึกษาและการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ภายใต้การควบคุมสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง. ในเวลาไม่นานเลย ทุกคนได้รู้และได้ลุถึงวิชชาและญาณอันสูงสุดด้วยตนเอง และเป็นพระอรหันต์ด้วยกันทุกคน. (๒๗๑)
พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงยอมให้พระสาวกเหล่านั้นอยู่อาศัยในที่แห่งเดียวกันนั้น เพราะว่าบัดนี้ทุกๆ รูปได้เรียนรู้และปฏิบัติได้ผลครบถ้วน ตามที่พระองค์ทรงสอนแล้ว. พระองค์รับสั่งแก่พระสาวกเหล่านั้นว่า ท่านเหล่านั้นต้องออกเดินทางไปเพื่อทพการสั่งสอนคนเหล่าอื่น เพื่อว่าคนที่พร้อมที่จะรับคำสั่งสอนเหล่านั้น จะได้มีโอกาสได้ยินได้ฟังคำสอน. ครั้นได้ศึกษาและปฏิบัติแล้ว เขาจักเป็นผู้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้เช่นเดียวกัน. (๒๗๒)
พระองค์ได้ตรัสแก่พระสาวกทั้งหลายเหล่านั้นว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย,เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไป.จงแสดงธรรมซึ่งมีความงามในเบื้องต้น มีความงามในท่ามกลาง และมีความงานในเบื้องปลาย. จงประกาศแบบแห่งการครองชีวิตอันสมบูรณ์อันประเสริฐ และบริสุทธิ์. ในโลกนี้ยังมีคนบางพวกซึ่งมีธุลี คือกิเลสแลตัณหาแต่เพียงเบาบาง, หากไม่ได้ฟังธรรมแล้ว จักเสียประโยชน์อันใหญ่หลวง. คนพวกนี้แหละจักฟังธรรมและเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง." (๒๗๓)
พระพุทธองค์ได้ทรงส่งพระสาวกชุดแรกจำนวน ๖๐ รูป ออกไปประกาศพระศาสนา. ทรงระบุไม่ให้ไปเป็นคู่หรือเป็นหมู่ แต่ให้ไปเพียงสายละรูป ๆ โดยทิศทางต่าง ๆ กัน เพื่อให้ธรรมนี้แพร่หลายไกลออกไปโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้. พระสาวกเหล่านี้ได้สนองพระพุทธบัญชา ตามพระพุทธประสงค์และออกไปเผยแพร่พระธรรมวินัยของพระองค์ทุกทิศทุกทางทั้งทางเหนือและทางใต้ ทางตะวันออกและทางตะวันตก. (๒๗๔)
พระสาวกเหล่านี้เป็นบุคคลพวกแรกที่สุดในโลก ที่ได้ออกทำการเผยแพร่คำสอนทางศาสนาของตน ๆ ตามถิ่นต่าง ๆ.ว่าโดยที่แท้แล้วท่านเหล่านี้เป็นคณะเผยแพร่ศาสนา ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างฉับพลันทันทีที่ตนได้บรรลุธรรม, นับเป็นพวกแรกที่สุดที่โลกได้เคยเห็น ทุกองค์มีความกล้าหาญ ทำการเผยแพร่พระพุทธศาสนาเป็นพวกแรกที่สุดในโลก โดยลักษณะดังกล่าวนี้. (๒๗๕)