ตอนที่ ๘ ความพยายามก่อนตรัสรู้

             ในประเทศอินเดียสมัยนั้น ก็มีศาสดาผู้สอนลัทธิต่างๆในทางศาสนาให้แก่ศิษย์ของตนๆมากมายหลายลัทธิหลายสำนัก เช่นเดียวกับในสมัยนี่. ในบรรดาเจ้าลัทธิเหล่านี้ มีศาสดาคนหนึ่ง มีนามว่า อาฬาระ กาลามะ, พระสิทธัตถะได้เสด็จไปสำนักของศาสดาผู้นี้ เพื่อศึกษาในลัทธิของท่าน. พระองค์ได้ทรงศึกษาอยู่กับท่านอาฬระ กาลามะ ด้วยความพากเพียรพยายามจนสามารถเรียนรุ้และกระทำได้ทุก ๆ อย่างเหมือนดังที่อาจารย์รู้และกระทำได้.    (๑๗๑)

             ท่านอาฬาระ กาลาม มีความพอใจในพระองค์และในความสามารถของพระองค์ จนถึงกับวันหนึ่ง ได้กล่าวแก่พระองค์ว่า "บัดนี้ ท่านรู้ทุกๆสิ่งที่ข้าพเจ้ารู้ ท่านสามารถสั่งสอนลัทธินี้ได้เช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าสอน. ข้าพเจ้าเห็นอย่างใด ท่านเห็นอย่างนั้น, ท่านเห็นอย่างใด ข้าพเจ้านั้น. ในระหว่างเราทั้งสอง ไม่มีความแตกต่างกันเลย จงอยู่ที่นี่ด้วยกัน ช่วยกันสั่งสอนศิษย์สืบไปเถิด."    (๑๗๒)

             พระองค์ได้ตรัสถามว่า "ท่านอาจารย์ไม่มีสิ่งใดที่สอนข้าพเจ้าได้อีกแล้วหรือ? ท่านอาจารย์ไม่สามารถสอนวิธีที่จะทำให้มีอำนาจเหนือความเป็นอยู่ ความเจ็บไข้ และความตายเสียแล้วหรือ?" ท่านอาจารย์อาฬาระ กาลามะ ได้ตอบว่า "ไม่มีเลย, ข้าพเจ้าไม่ทราบวิธีการทำให้อยู่เหนืออำนาจของความเป็นอยู่ และความตาย, แล้วจะสามารถสอนท่านได้อย่างไรกัน. ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่ามีผู้ใดในโลกนี้ มีความรู้ในข้อนั้น."    (๑๗๓)

             ท่านอาฬาระ กาลามะ มีความรู้เท่าที่ท่านได้สอนพระสิทธัตถะไปจนสิ้นเชิงแล้ว คือวิธีที่จะช่วยมนุษย์ให้ขึ้นถึงขั้นที่สงบเงียบ จนไม่มีความรู้สึกว่า มีสิ่งใดๆอยู่ในโลกนี้หรือโลกไหน แล้วมีความพอใจอยู่ในความสงบอันนั้น. แต่นี่หาใช่เป็นวิธีที่จะช่วยมนุษย์ให้พ้นไปจากการที่ต้องวนเวียนอยู่ในความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายได้ไม่, ยังจะต้องวนเวียนอยู่ในความทุกข์เหล่านี้ต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด. ดั่นั้นพระสิทธัตถะจึงไม่ทรงพอพระทัยในลัทธินี้. ได้เสด็จท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ เพื่อทรงเสาะแสวงหาบุคคลที่สามารถสอนให้พระองค์ได้ทราบสิ่งที่สูงยิ่งไปกว่าที่ท่านอาฬาระ กาลามะได้สอนให้สืบไป.    (๑๗๔)

             ในลำดับต่อมา พระองค์ได้ทราบข่าวเจ้าลัทธิชื่อ อุทกะ รามบุตร ว่าเป็นผู้มีความรู้และคุณวิเศษในทางจิตสูงยิ่ง. พระองค์ได้เสด็จไปสู่สำนักของท่านอุทกะ รามบุตรผู้นี้ และได้เข้าเป็นศิษย์ศึกษาและปฏิบัติ ด้วยความพากเพียรอย่างแรงกล้า จนกระทั่งมีความรู้และความสามารถในการกระทำเช่นเดียวกับอาจารย์ของพระองค์ในที่สุด. ท่านอุทกะ รามบุตร ก็เช่นเดียวกับท่านอาฬาระ กาลามะ คือมีความพอใจในความเฉลาด และความสามารถของพระสิทธัตถะอย่างแรง จนถึงกับออกปากชักชวนให้อยู่ช่วยสั่งสอนศิษย์ร่วมกันสืบไป.    (๑๗๕)

             พระสิทธัตถะได้ทรงย้อนถามท่านอุทกะ รามบุตร เช่นเดียวกับที่ได้ทรงถามท่านอาฬาระ กาลามะ และก็ได้รับคำตอบอย่างเดียวกัน. พระสิทธัตถะไม่ทรงพอพระทัยในลัทธิ ซึ่งสอนให้ได้ผลอย่างสูง เพยงแต่ทำจิตให้มีความสงบ ถึงขนาดที่ไม่มีความรู้สึกต่อสิ่งทั้งปวงจนถึงกับจะเรียกว่า มีชีวิตอยู่ก็ไม่ใช่ ของท่านอาจารย์ผู้นี้. จึงได้ทรงลาจากสำนักนั้นไป และทรงตั้งพระทัยว่า จักเลิกการเสาะแสวงหาวิชาความรู้จากสำนักเจ้าลัทธิต่างๆ แต่จักทรงหาเอาตามลำพังสติปัญญาและความเพียรของพระองค์เอง.    (๑๗๖)

             ในประเทศอินเดียในสมัยนั้น ก็เหมือนกับประเทศอินเดียในสมัยนี้ ในการที่มีนักบวชจำนวนมาก สละบ้านเรือนออกไปบวช โดยพากันคิดว่า การอดอาหารและการทรมานกายโดยวิธีต่าง ๆ นั้น จักทำให้ตนได้รับความสุขในเทวโลกตลอดกาลนาน. เขาเหล่านั้นเชื่อว่า เมื่อได้รับความทุกข์ในโลกนี้มากเพียงใด ก็ยิ่งมีความสุขในโลกหน้ามากขึ้นเพียงนั้น เขาเหล่านั้นมีความเชื่อเช่นนี้และปฏิบัติสืบ ๆ ตามกันมาอย่างเคร่งครัด จนกระทั่งถึงทุกวันนี้.    (๑๗๗)

             ผู้บำเพ็ญพรตเหล่านั้น บางพวกได้ลดจำนวนอาหารที่ตนบริโภคลงวันละเล็กวันละน้อย ทุกวัน จนกระทั่งแทบไม่บริโภคอะไรเลย มีร่างกายเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก บางพวกปฏิบัติวิธีการยืนด้วยขาข้างเดียว จนขาข้างหนึ่งลีบตายไป บางพวกยืนยกมือข้างหนึ่งขึ้นชี้ไปบนอากาศตลอดเวลาจนกระทั่งแขนลีบตายไป เพราะไม่มีโลหิตขึ้นไปหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ บางพวกกำมีแน่นเสมอตลอดเวลาไม่ยอมคลาย จนกระทั่งเล็บมืองอก ทะลุฝ่ามือไปโผล่ทางหลังมือ บางพวกนอนบนหนามหรือบนแผ่นกระดาน ซึ่งเต็มไปด้วยเหล็กแหลม ที่ปลายตั้งชันขึ้นข้างบน ดั่งนี้เป็นต้น    ( ๑๗๘ )

             พระสิทธัตถะได้ทรงกระทำการทรมานพระองค์ โดยวิธีต่าง ๆ โดยทรงหวังว่าจักได้พบสิ่งซึ่งพระองค์ทรงประสงค์ โดยไม่ทรงคำนึงถึงความเจ็บปวดอันจะเกิดขึ้น แม้จะมากมายเพียงใด เมื่อพระองค์ไม่ได้ทรงประสพผลดีไปกว่าคนเหล่านั้น พระองค์ทรงดำริสืบไปว่า หากได้ประพฤติตบะทรมานร่างกายให้มากขึ้น จนเพียงพอแล้ว คงจะประสพความรู้ที่พระองค์ทรงประสงค์โดยแน่นอน    ( ๑๗๙ )

             ข้อความต่อไปนี้ เป็นการกล่าวถึงการกระทำของพระองค์ในครั้งนั้นซึ่งพระองค์ทรงนำมาตรัสเล่าแก่พระมหาเถระชื่อสารีบุตร ผู้เป็นอัครสาวกของพระองค์ในภายหลัง:- "ดูก่อนสารีบุตร, เราได้ ประพฤติการกลั้นลมหายใจ จนกระทั่งเกิดเสียงบันลือลั่นขึ้นในหูของเรา และมีความเจ็บปวดเกิดขึ้นในศีรษะราวกะว่าถูกแทงด้วยดาบหรือถูกหวดบนศีรษะด้วยแส้หนัง ตามเนื้อตัวนั้นเล่ารู้สึกเจ็บ เหมือนคนเอามีดคมมาแล่เถือเนื้อหนังเราทั่วทั้งตัว หรือเหมือนกับถูกจับโยนลงไปในกลุ่มถ่านเพลิง    ( ๑๘๐ )

             "ดูก่อนสารีบุตร ต่อมา เราได้ ประพฤติในความเป็นอยู่โดดเดี่ยวกลางคืนระหว่างวันดับและวันเพ็ญ เราได้เที่ยวไปผู้เดียว ในที่เปลี่ยว อันเป็นที่ฝังศพ ตามระหว่างต้นไม้ใหญ่ ๆ เราอยู่ที่นั่นตลอดคืน มีขนลุกชันไปเมื่อกวางหรือสัตว์อื่นวิ่งผ่านมาเราก็กลัวจนตัวสั่น ให้ทนอยู่ที่นั้น ให้ผจญกับความกลัว และความสะดุ้งที่เราได้รับจนกระทั่งเราชนะความกลัวนั้น    ( ๑๘๑ )

             "ดูก่อนสารีบุตร เราได้ ประพฤติการอดอาหารเป็นลำดับ ๆ ไป ; เราบริโภคอาหารวันหนึ่งเพียงครั้งเดียว แล้วบริโภคสองวันต่อครั้งหนึ่ง แล้วสามวันต่อครั้งหนึ่ง ดังนี้ เป็นลำดับไป จนกระทั่ง ๑๕ วัน จึงบริโภคอาหารครั้งหนึ่ง, บางคราว เราบริโภคแต่หญ้า, บางคราวบริโภคแต่รากหญ้าแห้ง, บางคราวบริโภคแต่ผลไม้ป่า รากไม้ ผักป่า เห็ด เมล็ดหญ้าป่า และมีบางคราวบริโภคสิ่งต่าง ๆ เท่าที่จะคว้ามาได้จากพื้นดินรอบ ๆ ตัวตรงที่เรานั่งนั้น เราปกปิดร่างกายของเราด้วยเศษผ้า ที่เขาทิ้งตามป่าช้า หรือกองขยะมูลฝอย บางคราวปกปิดร่างกายด้วยหนังสัตว์ ที่ตายเองตามทุ่งนา บางคราวก็ปิดด้วยแผ่นหญ้าถัก ด้วยพวงขนนก ซึ่งเราพบเรี่ยวราดอยู่ในที่นั้น ๆ    ( ๑๘๒ )

             "ดูก่อนสารีบุตร เราอยู่ผู้เดียวในป่าเปลี่ยว ไม่พบเห็นมนุษย์เป็นเดือน ๆ ในฤดูหนาวในเวลาดึกหนาวจัดเราออกมาอยู่เสียกลางที่แจ้ง ไม่ผิงไฟ ถึงเวลากลางวันมีแสงแดด เราหมกตัวอยู่ในป่าไม้ ที่เย็นเยือก ครั้นถึงฤดูร้อนในเวลากลางวันที่ร้อนเปรี้ยง เรานั่งอยู่กลางแดดตลอดวัน ครั้นถึงเวลากลางคืน เราอยู่ในพุ่มไม้ที่รกทึบ    ( ๑๘๓ )

             "ดูก่อนสารีบุตร เราได้ ประพฤติวิธีที่เรียกกันว่า "ทำความบริสุทธิ์ด้วยอาหาร" เราไม่บริโภคอะไรเลย นอกจากถั่ว ครั้นถึงสมัยอื่น เราไม่บริโภคอะไรเลย นอกจากเมล็ดพันธุ์ผักกาด ครั้นถึงสมัยอื่นอีก ไม่บริโภคอะไรเลย นอกจากข้าวและเราลดปริมาณลงทุกวัน จนกระทั่งเหลือวันหนึ่งบริโภคถั่วเพียงเม็ดหนึ่ง หรือเมล็ดพันธุ์ผักกาดเม็ดหนึ่ง หรือข้าวเมล็ดหนึ่งต่อวัน    ( ๑๘๔ )

             "ดูก่อนสารีบุตร เมื่อเราบริโภคอาหารน้อยเช่นนี้ ร่างกายของเราก็ผอมและอ่อนระทวยอย่างน่ากลัว ขาของเรามีลักษณะอย่างต้นอ้อ ตะโพกเส้นเชือก สีข้างของเรามีซี่โครงโผล่ขึ้นเป็นซี่ ๆ เหมือนกลอนเรือน ที่ถูกทิ้งร้าง ตาของเราลึกอยู่ในเบ้าตา เหมือนดวงดาวที่ปรากฏอยู่ในก้นบ่ออันลึก หนังศีรษะของเราเหี่ยวย่นเหมือนน้ำเต้าอ่อน ตัดทิ้งไว้กลางแดด เมื่อเราลูบแขนหรือลูบขาของเราด้วยฝ่ามือ เพื่อให้เกิดความสบายบ้าง ขนก็หลุดขึ้นทั้งรากติดไปกับฝ่ามือที่ลูบนั้น    ( ๑๘๕ )

             "ดูก่อนสารีบุตร แม้เราได้รับความทุกข์อันแสบเผ็ดเห็นปานนี้ เราก็ยังไม่ได้รับความรู้ ที่เราปรารถนา เพราะความรู้แจ้งเห็นจริงนั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการประพฤติเช่นนั้น ตรงกันข้าม อาจจะเกิดจากการพินิจพิจารณาในภายใน และจากกการสละเสียซึ่งการประพฤติอย่างชาวโลกทั้งปวง" ดังนี้    ( ๑๘๖ )

             พระสิทธัตถะ ทรงมานกายโดยทำนองนี้ เกือบตลอดเวลาประมาณ ๖ ปี เท่าที่ทรงท่องเที่ยวไปมาตามที่ต่าง ๆ โดยทรงดำริว่า เมื่อทรงกระทำอย่างพอเพียงแล้ว จักได้ตรัสรู้ในตอนสุดท้าย พระองค์ได้เวียนมาประทับอยู่ในดินแดนของแคว้นมคธอีก ณ สถานที่อันเงียบสงัดในดงไม้ไผ่แห่งหนึ่งใกล้ ๆ แม่น้ำซึ่งมีน้ำใสเย็นสนิท ไหลอยู่เสมอ มิท่าขึ้นลงโดยสะดวก มีหมู่บ้านสำหรับภิกขาจารได้โดยง่าย และไม้ไกลนัก พระองค์ทรงพอพระทัยว่า "สถานที่นี้ เป็นที่เหมาะสมอย่างยิ่งแล้ว สำหรับนักบวชเช่นเราอยู่อาศัย เพื่อการทำความเพียร เราจะอยู่อาศัยในสถานที่นี้ละ" ดั่งนี้    (๑๘๗)

             พระสิทธัตถะ ได้ทรงถือเอาสถานที่ซึ่งเรียกว่าตำบลอุรุเวลา เป็นที่อยู่ประจำของพระองค์ทรงบำเพ็ญภาวนาและตบะกรรมอื่น ๆ อย่างเคร่งครัดใต้ต้นไม้ในถิ่นนั้น โดยทรงแน่พระทัยว่า การทำเช่นนั้น จักรู้สิ่งซึ่งเป็นความจริงอันพระองค์ต้องประสงค์.    (๑๘๘)

             ในครั้งนั้นมีผู้เลื่อมใสในการกระทำอย่างเคร่งเครียดของพระองค์จำนวนหนึ่ง ได้พากันมาเฝ้าปรนนิบัติพระองค์. คนเหล่านี้มีจำนวนห้าคนด้วยกัน เรียกว่า คณะปัญจวครีย์ ได้คอยเฝ้ารับใช้พระองค์ ในบางประการ โดยเขาเหล่านั้นชื่อว่า ผู้ที่บำเพ็ญตบะกรรมอย่างกล้าเช่นพระสิทธัตถะนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดา. เขาเชื่ออย่างแน่นอนว่า นักบวชที่มีความอดทนและเสียสละเช่นนี้ต้องประสพลสำเร็จในสิ่งที่ตนประสงค์โดยแน่แท้. และเมื่อประสพผลสำเร็จแล้วจักสั่งสอนสิ่งซึ่งได้รู้นั้น แก่เป็นศิษย์ทั้งหลาย.    (๑๘๙)

             วันหนึ่ง เหตุการณ์ได้บังเอิญถึงกับว่า เมื่อพระสิทธัตถะประทับนั่งอยู่แต่ผู้เดียวใต้ต้นไม้แห่งหนึ่งมีร่างกายอ่อนเผื่อเพลียเพราะการอดอาหารและการทรมาน นั่งบำเพ็ญภาวนานานเกินไป พระองค์ได้ล้มลงนอนสลบแน่นิ่งอยู่ ณ พื้นดิน ไม่ไหวติง หมดกำลังจึงไม่สามารถจะฟื้นชีวิตได้ โดยลำพังพระองค์เอง.    (๑๙๐)

             แต่เป็นโชคดี ที่เด็กเลี้ยงแพะคนหนึ่ง ได้บังเอิญเดินมาพบพระองค์บรรทมสลบอยู่ในที่นั้น และเดาเอาว่าพระองค์กำลังจะสิ้นชีวิตเพราะการอดอาหาร โดยที่คนทั้งหลายในถิ่นนั้น รู้จักอยู่ทั่วไปว่า พระอริยจ้าผู้นี้ได้เว้นจากอาหารมาหลายวันแล้ว ดังนั้น เด็กเลี้ยงแพะคนนั้น ได้วิ่งไปที่ฝูงแพะของตน นำแพะตัวหนึ่งมาสู่ที่พระองค์ล้มสลบอยู่ ได้รีดนมแพะให้ตกจากเต้านมโดยตรง หยดลงตรงพระโอษฐ์ของพระองค์ ซึ่งเผยออยู่เล็กน้อย เพราะเขาไม่กล้าแตะต้องเนื้อตัวของผู้ที่ใคร ๆ ถือกันว่า เป็นพระอริยเจ้า โดยเหตุที่เขาเป็นเพรียงเด็กเลี้ยงแพะ.    (๑๙๑)

             ในเวลาไม่นานนัก น้ำนมนั้น ก็ได้แสดงผลตามหน้าที่ของมันแก่พระสิทธัตถะ ซึ่งอยู่ในลักษณะมีชีวิตเหลืออยู่เพียงนิดเดียว ในขณะนั้น. ต่อมาอีกครู่หนึ่งพระองค์ทรงสามารถลุกนั่ง และรู้สึกมีความสบายขึ้นกว่าเวลาที่แล้วมา พระองค์เริ่มรู้สึกว่า เพราะเหตุใด จึงได้ทรงสลบไป และเพราะเหตุใด ในบัดนี้ จึงมีความรู้สึกสดชื่นทั้งกาย และใจขึ้นมาได้ พระองค์ทรงระลึกได้ เป็นลำดับ ๆ ดังต่อไปนี้    (๑๙๒)

             "โธ่เอ๋ย, เราโง่มาเสียแล้วอย่างมากมาย. เราได้สละภรรยา และครอบครัว สละเหย้าเรือน และทุก ๆ สิ่ง. เราออกบวช เป็นนักบวชไร้บ้านเรือน เพราะประสงค์จะรู้สัจจธรรม อันเกี่ยวกับชีวิตของมนุษย์เรา และให้รู้วิธีที่จะต้องปฏิบัติ เพื่อลุผลอันเกี่ยวกับชีวิตให้ดีที่สุด. แต่ในการที่จะให้ได้รับความรู้อันลึกซึ้ง ยากที่จะรู้ได้เช่นนี้ เราควรจะมีสมอง และจิตใจที่เข้มแข็ง ให้มากที่สุดที่จะมากได้ เพื่อเราจะสามารถคิด และเจริญภาวนาอย่างแน่วแน่และเข้มแข็ง. แต่ในที่สุด เรากลับไปทำให้ร่างกายนี้อ่อนเพลียทุพพลภาพไปด้วยการอดอาหาร และด้วยการปฏิบัติอย่างตึงเครียดอื่น ๆ ดังที่เราปฏิบัติมาแล้ว. ก็คนเราจักมีจิตใจอันเข้มแข็งสดชื่นในร่างกายที่อ่อนเพลียระส่ำระสายไร้สุขภาพได้อย่างไรกัน!"    (๑๙๓)

             "พุทโธ่เอ๋ย, เราโง่อย่างเหลือเกิน ที่ได้ไปทรมานตัวเองให้อ่อนเพลียในขณะที่ต้องการกำลัง ที่เราอาจจะมีได้ ในการปฏิบัติกิจอันสูงสุด ซึ่งเราได้เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างออกมา เพื่อปฏิบัติ ! ต่อนี้ไป เราจักบริโภคอาหารทุกชนิดตามที่ร่างกายนี้ต้องการ เพื่อกลับคืนไปสู่ปรกติภาพ. เราจักไม่บริโภคมากเกินควร เพราะจะทำให้มึนชา และง่วงซึม ซึ่งจะทำให้เราไม่สามารถบำเพ็ญภาวนาได้พอเหมาะ, เราจักบริโภคแต่พอให้เกิดกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อว่าเราจักมีจิตอันใสกระจ่าง ซึ่งในที่สุดเราอาจจะได้รู้สัจจธรรมที่เราประสงค์" ดั่งนี้    (๑๙๔)

             เมื่อทรงดำริเช่นนั้น พระองค์ได้ทรงเหลียวไปทางเด็กเลี้ยงแพะ ซึ่งบัดนี้กำลังคุกเข่าอยู่ข้าง ๆ พระองค์, และตรัสขอให้นมแพะมาให้แก่พระองค์อีกชามหนึ่ง เพราะปรากฏว่า การบริโภคนมนั้น เป็นผลดีแก่พระองค์มาก. เด็กเลี้ยงแพะได้ตอบว่า "ข้าแต่พระเป็นเจ้า, ข้าพเจ้าไม่สามารถทำเช่นนั้นได้. ข้าพเจ้าเป็นเพียงเด็กเลี้ยงแพะตระกูลต่ำ. พระองค์เป็นอริยเจ้าเป็นผู้ประเสริฐ. หากข้าพเจ้าสัมผัสพระองค์ด้วยสิ่งใดที่ข้าพเจ้าเคยจับต้องแล้ว มันจักเกิดเป็นบาปแก่ข้าพเจ้าอย่างใหญ่หลวง."    (๑๙๕)

             พระสิทธัตถะได้ตอบว่า "พ่อหนูเอ๋ย, เราไม่ได้ขอสิ่งซึ่งเกี่ยวกับชาติ หรือตระกูล, เราขอแต่นม. มันไม่มีความแตกต่างอย่างแท้จริงอะไรกันเลยในระหว่างเราทั้งสอง. แม้ว่าเธอเป็นเด็กเลี้ยงแพะ และเราเป็นฤษี, ในสายเลือดของเราทั้งสอง ต่างก็มีเลือดไหลอยู่อย่างเดียวกัน. ถ้ามีโจรเอาดาบมาตัดร่างกายเราทั้งสอง เลือดก็จะไหลออกมาเป็นสีแดงอย่างเดียวกัน และหากเลือดไหลออกมาอย่างไม่รู้หยุด เราก็จะต้องตายอย่างเดียวกัน. คนเรานี้ถ้าทำดีก็เป็นคนดี และประเสริฐ, ถ้าทำเลวก็เป็นคนเลว และไม่ประเสริฐ, นั่นแหละคือชาติ และตระกูลอันแท้จริง, เธอได้ทำสิ่งที่ดี โดยการให้นมแก่ฉันในขณะที่กำลังร่อแร่ จวนจะขาดใจตายเพราะอดอาหาร, เพราะฉะนั้นเธอจึงเป็นผู้ที่มีชาติ และตระกูลดีพอแล้ว สำหรับจะให้นมแก่ฉันสักชามหนึ่ง.    (๑๙๖)

             เด็กเลี้ยงแพะคนนั้น ดีใจจนบอกไม่ถูก ในถ้อยคำอันแปลกประหลาด และน่าชุ่มชื่นใจของพระมหาฤษีชั้นพิเศษ ซึ่งแทนที่จะโบกมือบอกให้เขาหลีกห่างออกไป เพราะเขาเป็นเด็กเลี้ยงแพะตระกูลต่ำ, แต่กลับต้องการจะได้นมจากเขา และทั้งยินดีที่จะดื่ม จากชามอันเป็นภาชนะใช้สอยประจำตัวของเขาด้วย. เขาจึงได้วิ่งออกไปนำนมแพะเต็มชาม กลับมาถวายแก่พระองค์ด้วยความร่าเริงยินดี ในข้อที่ว่าพระองค์ได้ตรัสว่า เขาเป็นผู้ที่มีชาติ และตระกูลดี อย่างเพียงพอ สำหรับการที่ถวายนมแก่พระองค์. เขาได้รับชามเปล่ากลับ และได้ก้มศีรษะนมัสการขอพร แล้วก็วิ่งกลับไปสู่ฝูงแพะของตนด้วยความสุขใจอย่างหาที่เปรียบมิได้.    (๑๙๗)

             เมื่อพระสิทธัตถะ กลับมีพระกำลังอย่างเดิมโดยการเสวยนมเช่นนี้แล้ว ได้ประทับที่โคนต้นไม้ เจริญภาวนาต่อไปเป็นผลดีกว่าที่แล้วมา. เมื่อพระองค์ได้ประทับนั่งอยู่ ณ ที่นั้น พอตะวันตกลับขอบฟ้าไป ได้ทรงสดับเสียงเพลงของหญิงนักร้องหมู่หนึ่ง ซึ่งเป็นนักร้อง และนักระบำอาชีพเดินผ่านมาทางนั้น เพื่อเข้าไปประกอบอาชีพในเมือง และเมื่อหญิงเหล่านั้นผ่านมาใกล้พระองค์ ก็พอดีกับที่หญิงเหล่านั้นได้ร้องเพลงขึ้น อันมีเนื้อความว่า "เมื่อสายพิณของเราหย่อนเกินไป ย่อมส่งเสียงไม่น่าฟัง. และเมื่อตึงเกินไป ก็ขาด และไม่อาจดังได้อีก. เพราะฉะนั้น เพื่อผลอันดีที่สุด ใคร ๆ ไม่ควรขึงสายพิณให้หย่อน หรือตึงเกินไป. แต่ควรขึงให้พอเหมาะ มักจักส่งเสียงอันไพเราะ โดยแท้จริง." ดั่งนี้ (๑๙๘) (พุทธประวัติอย่างไทย กล่าวว่า พระอินทร์ลงมาดีดพิณให้ฟัง,แทนที่จะเป็นหญิงร้องเพลงเช่นนี้    (๑๙๘)

             เมื่อพระองค์ได้ทรงสดับบทเพลงของหญิงเหล่านั้น ก็ทรงรู้สึกขึ้นในพระทัยว่า "บทเพลงของหญิงเหล่านี้ ช่างถูกแท้. หญิงเหล่านี้สอนอะไร ๆ ให้แก่เรามากทีเดียว. ที่แล้วมา เราขึงสายพิณแห่งชีวิตของเราตึงเกินไปอย่างน่าสังเวช มันตึงเกิน จนจวนจะขาดลงอย่างไม่มีเหลือ. ถ้าในวันนี้ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากเด็กเลี้ยงแพะนั้นแล้ว เราก็คงตายไปแล้ว, แล้วอะไรเล่า ที่เป็นผลแห่งการแสวงหาสัจจธรรมของเราทั้งที ! เรื่องก็จบลงที่นี่และบัดนี้. แล้วสิ่งซึ่งฉันและมนุษย์ทั้งหลาย จะพึงได้รับจากการเสาะแสวงของฉัน ก็มาพลอยล้มเหลวลงอย่างน่าเศร้า เพราะความเข้าใจผิดในเรื่องอาหารนี้นิดเดียว. วิธีปฏิบัติอย่างทารุณต่อร่างกายเช่นนี้ มิใช่วิธีอันถูกต้องสำหรับการค้นหาสัจจธรรมเลย. จำเดิมแต่นี้ไป ฉันจักเลิกปฏิบัติต่อร่างกายอย่างทารุณเสียโดยเด็ดขาด, แต่จะปฏิบัติอย่างเอาใจใส่ระมัดระวังให้เหมาะสมที่สุด ที่จะพึงกระทำได้"    (๑๙๙)

             ต่อจากนั้น พระสิทธัตถะได้ทรงออกบิณฑบาตทุกเวลาเช้า ทรงบริโภคอาหารตามแต่จะได้มาทุก ๆวัน พระองค์กลับทรงมีพระกำลังอย่างเดิม มีพระฉวีวรรณผุดผ่องเป็นสีทอง ดุจเดียวกับเมื่อยังประทับอยู่ในพระราชวังของพระองค์ในกาลก่อน. แม้พระองค์จะได้ทรงมองเห็นอย่างชัดแจ้งว่าการทรมานกายอย่างเคร่งเครียดของพระองค์นั้น มีผลทำนองเดียวกับการพยายามผูกอากาศให้เป็นปม หรือเช่นเดียวกับการนำทรายมาฟั่นให้เป็นเชือก โดยไม่มีผิดกันเลยดั่งนี้ก็ตาม. ส่วนบุรุษห้าคน มิได้มีความคิด หรือรู้สึกเช่นเดียวกับพระองค์แต่อย่างใด, คนทั้งห้านั้น ยังคงมีความยึดถือเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ อยู่นั่นเองว่า วิธีที่จะตรัสรู้สัจจธรรมในศาสนานั้นต้องสำเร็จมา แต่การทรมานร่างกายแต่วิธีเดียวเท่านั้น.    (๒๐๐)

             เมื่อคนทั้งห้านั้นเห็นว่า บุคคลซึ่งตนเคยยกย่องเป็นอาจารย์ได้เลิกละการอดอาหาร และการทรมานกายโดยวิธีต่าง ๆ มาบริโภคอาหารบำรุงร่างกายตามปรกติธรรมดาเช่นนั้น ก็พากันกล่าวแก่กันและกันว่า "อา! พระสมณะโคตมะศากยบุตรนี้กลายเป็นคนมักมากไปเสียแล้ว, เลิกละการต่อสู้ และความพากเพียร กลับไปสู่ชีวิตแห่งความบันเทิงเริงรื่นเสียแล้ว" ดั่งนี้ คนทั้งห้าได้พากันละทิ้งพระองค์ เพราะแน่ใจเสียแล้วว่า ไม่มีประโยชน์อันใดในการที่จะอยู่อาศัย กับอาจารย์ผู้เลิกละความเพียรโดยประการต่าง ๆ คือ การทรมานกายเสียเช่นนี้.    (๒๐๑)

             คนทั้งห้า เชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่า นักบวชที่ไม่ทรมานกายนั้น ย่อมไม่มีทางที่จะตรัสรู้ธรรมอันสูงสุดในทางศาสนาเลย คนทั้งห้านี้ ได้มีความหลงผิดเพียงไร ได้ปฏิบัติอย่างเขลาที่สุดเพียงไร ได้ปรากฏเป็นความจริงออกมาในเวลาอันไม่นานเลย. บัดนี้ อาจารย์ของเขา ซึ่งที่แท้หาได้หมุนไปจากทางแห่งสัจจธรรมแต่ประการใดไม่นั้น, ได้เป็นผู้ซึ่งกำลังก้าวมาถึงจุดแห่งความสำเร็จ ในการที่จะบรรลุสิ่งซึ่งพระองค์ทรงประสงค์อย่างแน่นอนแล้ว.    (๒๐๒)



    



จัดสร้างและพัฒนา โดย สมพงศ์ ชูสุวรรณ
๑๓๘/๑๘ ซอยวุฒากาศ ๔๒ แยก ๒-๑ ถนนวุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๕๐ โทร.๐ ๒๘๗๕ ๕๐๙๓