ตอนที่ ๗ มหากรุณาคุณ

             เมื่อได้ประทับอยู่ ณ ป่าริมแม่น้ำ ที่พระองค์ได้เสด็จจากนายฉันนะนั้น ชั่วขณะหนึ่งแล้ว, เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งบัดนี้อยู่ในสภาพแห่งนักบวชผู้กระทำภิกขาจาร, ได้เสด็จมุ่งหน้าสู่ทิศใต้ตรงไปยังประเทศมคธ. พระองค์เสด็จถึงราชธานีชื่อ นครราชคฤห์ อันเป็นที่ประทับของพระเจ้าพิมพิสาร ราชาแห่งประเทศนั้น.    ( ๑๔๗ )

             ในพระนครนั้น พระสิทธัตถะทรงถือภาชนะขออาหารเสด็จไปตามท้องถนนเพื่อการภิกขาจารเยี่ยงนักบวชทั้งหลาย. แต่อย่างไรก็ตาม พระองค์ปรากฏแก่สายตาของประชาชนว่า มิได้เป็นเช่นนักบวชตามธรรมดาเลย. ประชาชนต่างสังเกตเห็นว่าพระองค์มีลักษณะผิดจากนักบวชธรรมดาหลายประการ ดังนั้น ก็พากันหาอาหารที่ดีที่สุดอันจะพึงมีมาถวายและใส่ลงในบาตรของพระองค์.    ( ๑๔๘ )

             เมื่อพระองค์ทรงรับอาหารได้พอสมควรแล้ว ก็เสด็จออกจากนคร ไปสู่ที่อันสมควรแห่งหนึ่ง, ประทับนั่งเพื่อเตรียมฉันอาหารตามที่ได้รับมา. แต่ท่านทั้งหลายจงคิดดูเถิด ว่าอาหารที่ได้มาในวันนั้น จะปรากฏในความรู่สึกของพระองค์อย่างไร.พระองค์มีกำเนิดเป็นเจ้าชาย ทรงประสพแต่พระกระยาหารอันประณีตที่สุด มีผู้ปรนนัติให้เสวยด้วยอาการที่ประเล้าประโลมให้เป็นที่พึงพอใจที่สุด . ไม่เคยทรงประสพอาหารชั้นเลว ทั้งได้ระคนกันในภาชนะอันเดียวกันเช่นนี้มาก่อนเลย . ลำไส้ของพระองค์เริ่มกระอักกระอ่วนราวกะจะท้นออกมาจากพระโอษฐ์ ในเมื่อได้ทรงก้มลงดูในบาตรอันเต็มไปด้วยอาหารนานาชนิดนานาพรรณ คละปนกันจนไม่ทราบว่าอะไรเป็นอะไรพระองค์ไม่ทรงสามารถบังคับพระองค์เองให้เสวยอาหารเช่นนี้ได้ ทั้งทรงนึกใคร่จะขว้างทิ้งไปเสียโดยไม่เสวยอะไรเสียเลยจะดีกว่า.    ( ๑๔๙ )

             แต่ในที่สุด พระองค์ทรงยับยั้งความคิดเช่นนั้นไว้ได้ พระองค์ได้ทรงคิดและรำพึงกับพระองค์เองดังต่อไปนี้:- "สิทธัตถะ เธอกำเนิดในราชสำนักแห่งขัตติยวงค์อันใหญ่. มีอาหารทุก ๆ ชนิด ล้วนแต่เป็นอย่างดีสำหลับกินได้ตามปรารถนา. ข้าวก็อย่างดีแกงกับก็อย่างดีและเหลือเฟือ. แต่แทนที่เธอจะอยูกินอาหารเช่นนั้นในวังเธอกลับตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวเฟื่อออกมาเป็นนักบวชไร้บ้านเรือน มีชีวิตอยู่ด้วยอาหารของคนขอทาน ตามที่คนใจบุญเขาจะบริจาคให้. แม้ในบัดนี้เธอก็ยังยืนยันความเป็นอย่างนั้นอยู่ ว่าเธอเป็นนักบวชที่ไร้บ้านเรือน; แล้วบัดนี้เล่า เธอกำลังจะขว้างทิ้งอาหารนี้เช่นนั้นหรือ? เธอกำลังไม่ประสงค์จะกินกาหารชนิดที่เป็นของนักบวชผู้ไร้บ้านเรือน ตามที่เขาให้มาอย่างไร, เธอคิดว่าการทำเช่นนั้นเป็นการสมควรแล้วหรือ?"    (๑๕๐)

             พระสิทธัตถะทรงให้โอวาทแก่พระองค์เอง พร้อมทั้งเหตุผลนานาประการ เพื่อปรับปรุงพระหฤทัยให้เหมาะสมแก่การที่จะต้องเป็นอยู่ด้วยอาหารของคนขอทาน ตามธรรมเนียมของนักบวชทั้งหลาย. ในที่สุดแห่งการต่อสู้กันในภายจิตใจครั้งนี้, พระองค์เป็นฝ่ายชนะความกระด้างถือตัวทรงหมดความรังเกียจในอาหารอันวางอยู่เฉพาะพระพักตร์ แล้วทรงเริ่มเสวยอาหารนั้น โดยปราศจากอาการอันกระสับกระส่ายแต่ประการใด. และไม่ต้องทรงลำบากพระทัยในการที่จะต้องฉันอาหารเช่นนั้นอีกสืบไป.    (๑๕๑)

             ในครั้งนั้น ประชาชนชาวเมืองราชคฤห์ได้พากันโจษจันถึงนักบวชแปลกหน้า ซึ่งเข้ามาบิณฑบาตในนครเมื่อเช่านี้ ว่ามีลักษณะผิดแปลกจากนักบวชตามปรกติอย่างไม่อาจจะเทียบกันได้ ในความสง่างามและความมีลักษณะสูงส่ง. ข่าวอันแพร่สะพัดไปจนกระทั่งถึงวังหลวง ทราบถึงพระเจ้าพิมพิสารจนถึงกับพระองค์ได้ทรงส่งราชบุรุษออกติดตามเพื่อให้ทราบว่านักบวชผู้แปลกประหลาดนี้คือใครกัน.    (๑๕๒)

             โดยเวลาไม่นานนัก ราชบุรุษผู้สื่อข่าวเหล่านั้น ก็สามารถทราบเรื่องราวอันเกี่ยวกับพระสิทธัตถะได้ครบถ้วนและพากันกลับมากราบทูลให้พระราชาของตนทราบว่า นักบวชผู้นั้นคือพระโอรสองค์ใหญ่ของพระราชาแห่งชนชาวศากยะ ทั้งเป็นทายาทผู้จะต้องสืบราชบัลลังก์อีกด้วย แต่พระองค์ทรงสละสิ่งทั้งปวงออกบวชเป็นภิกษุ เพื่อเสาะแสวงหาหนทางอันจะทำให้คนเราพ้นจากความครอบงำของความแก่ชรา ความเจ็บไข้ ความตาย.    (๑๕๓)

             เมื่อราชบุรุษกราบทูลดังนั้น พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงสดับด้วยความตื่นเต้นอย่างใหญ่หลวง พระองค์ไม่เคยทรงทราบมาแต่ก่อนว่า มีนักบวชผู้ใดเคยออกบวชเพื่อเสาะแสวงหาสิ่งอันแปลกประหลาดเหนือกฎธรรมดาเช่นนั้น. แต่เมื่อฟังดูก็รู้สึกว่า เป็นการกระทำที่น่าเคารพบูชาอย่างยิ่ง เป็นการเหมาะสมแก่เจ้าชายชาติชาตรีแท้จริง และทั้งเป็นสิ่งที่อาจจะเป็นไปได้ว่าจักนำมาซึ่งความสำเร็จ.    (๑๕๔)

             พระองค์ได้เสด็จไปทูลขอร้องให้พระสิทธัตถะประทับอยู่ในเขตนครของพระองค์ โดยพระองค์เป็นผู้ถวายอาหารบิณฑบาตและสิ่งอื่น ๆ อันจักเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกและนำมาซึ่งความสำเร็จในสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ได้โดยง่าย. แต่พระสิทธัถะทรงปฏิเสธ โดยตรัสว่า พระองค์อาจประทับอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่แห่งเดียว ตลอดเวลาที่ยังไม่ทรงประสพสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์. เมื่อเป็นดั่งนั้น พระราชได้ขอร้องให้พระองค์ทรงรับคำว่า เมื่อทรงลุถึงสิ่งซึ่งทรงประสงค์จักเสด็จมาสู่นครของพระองค์ก่อน เพื่อโปให้พระองค์และประชาชน ๆ ได้ทราบถึงสิ่งนั้นด้วยเป็นพวกแรก.    (๑๕๕)

             พระสิทธัตถะได้เสด็จจากนครราชคฤห์ตรงไปยังชนบทอันเต็มไปด้วยทิวเขาเป็นที่อยู่แห่ฤษีแลมุนี นักบวชนานาชนิด ซึ่งพระองค์ทรงหวังว่าบุคคลเหล่านี้จักสามารถช่วยให้พระองค์ได้ทรงศึกษา และทราบถึงความจริงเรื่องชีวิต ความจริงเรื่องความตาย ตลอดถึงสิ่งชั่วร้าย กล่าวคือความทุกข์ทรมาน อันเนื่องกันอยู่กับชีวิตนั้น เพื่อหาหนทางกำจัดเสียโดยสิ้นเชิง.    (๑๕๖)

             ขณะที่พระองค์เสด็จไปตามหนทาง ได้ทรงเห็นฝุ่นฟุ้งตลบฟ้าลงมาจากภูเขา พร้อมทั้งเสียงกีบสัตว์จำนวนมากกระทบกับพื้นดิน. ครั้นเสด็จใกล้เข้าไป ก็ทอดพระเนตรเห็นแพะและแกะฝูงใหญ่ ออกมาจากกลุ่มฝุ่นอันฟุ้งขึ้นดุจเมฆนั้น. ฝูงสัตว์ที่น่าสงสารนั้นกำลังถูกขับต้อนไปทางในเมือง. ตอนท้ายๆ ปลายฝูงอันยาวยืดนั้น มีลูกแกะอ่อนตัวหนึ่ง. ขาเจ็บเป็นแผล มีเลือดไหโซม ต้องพยายามโขยกเขยกเดิมไปตามฝูงด้วยความเจ็บปวดอันทรมาน.    (๑๕๗)

             เมื่อพระสิทธัตถะทอดพระเนตรเห็นลูกแกะตัวนี้ และทั้งทรงสังเกตเห็นแกะที่เป็นแม่ของมันกำลังเดินวกวน พะวงหน้าพะวงหลัง เพราะมีลูกเล็กที่จะต้องห่วงหลายตัว พระหฤทัยของพระองค์ก็เต็มอัดอยู่ด้วยความกรุณา. พระองค์ทรงอุ้มลูกแกะแล้วเดินตามฝูงแกะไปข้างหลังพลางตรัสว่า "สัตว์ที่น่าสงสารเอ๋ย ฉันกำลังไปหาพวกฤษีบนภูเขา, แต่มันก็เป็นความดีเท่ากันในการที่ฉันจะช่วยบรรเทาความทุกข์ของเจ้า หรือในการที่ฉันจะไปนั่งสวดมนต์ภาวนากับบรรดาฤษีเหล่านั้นบนภูเขา."    (๑๕๘)

             เมื่อพระองค์ทรงทอดพระเนตรเห็นหมู่คนเลี้ยงแกะซึ่งเดินตามข้างหลังก็ตรัสถามว่า เขาจะต้องฝูงแกะเหล่านี้ไปทางไหน และทำไมเขาจึงต้อนแกะเหล่านี้ในเวลาเที่ยงวันเช่นนี้, แทนที่จะต้อนมันกลับจากที่เลี้ยง ในเวลาเย็น. คนเหล่านั้นได้กราบทูลพระองค์ว่าเขาตามคำสั่งซึ่งสั่งให้นำแพะและแกะอย่างละร้อยตัวไปสู่ภายในนครตอนกลางวันเสียแต่เนิ่น เพื่อให้เป็นการพรักพร้อมที่จะประกอบการบูชามหายัญของพระราชาในตอค่ำ. พระองค์ตรัสว่า "ฉันจะไปกับพวกท่านด้วย." แล้วพระองค์ก็เสด็จตามฝูงแกะนั้นไป ทรงอุ้มลูกแกะตัวน้อยนั้นไว้ในอ้อมพระหัตถ์ตลอดทาง"    (๑๕๙)

             เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงริมท่าน้ำแห่งหนึ่ง, มีผู้หญิงคนหนึ่ง เดินตรงมาหาพรองค์ ทำความเคารพอย่างนอบน้อมแล้วได้กล่าวกะพระองค์ว่าทราบเถิดว่า เมล็ดพันธุ์ผักกาด ที่สามารถแก้ความตายได้นั้น ดิฉันจักหาได้จากที่ไหน?" เมื่อสตรีผู้นั้น ได้เห็นอาการสนเท่ห์ของพระองค์ จึงได้กล่าวต่อไปอีกว่า "พระเป็นเจ้าได้ลืมเสียแล้วหรือ เมื่อวางนี้ ดิฉันได้นำลูกชายเล็ก ๆ ซึ่งเจ็บหนักจวนจะตาย มาให้พระเป็นเจ้าดูที่ในเมือง และได้ถามถึงยา ที่จะป้องกันไม่ให้ตามเพราะดิฉันมีลูกคนเดียว. พระเป็นเจ้าได้ตอบว่า มียาซึ่งอาจช่วยชีวิตเขาไว้ได้ ถ้าดิฉันอาจหาเมล็ดผักกาดดำมาหนึ่งโกละจากเรือนซึ่งไม่เคยมีใครตายเลย!"    (๑๖๐)

             พระสิทธัตถะได้ตรัสถามด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน และพระพักตร์อันยิ้มแย้มว่า "ก็เธอหาเมล็ดผักกาดนั้นได้มาแล้วหรือยังเล่า น้องหญิง?" หญิงนั้นได้กราบทูลด้วยน้ำเสียงอันเศร้าที่สุดว่า "หาไม่ได้เลย พระเป็นเจ้า. ดิฉันเที่ยวหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดอย่างที่ว่านั้นไม่ได้ แม้ดิฉันจะเที่ยวเสาะหาไปทกบ้านทกเรือนแล้ว และทุก ๆ คนเขาก็พากันเต็มใจจะให้ แต่พอดิฉันบอกเข่าว่า ฉันต้องการแต่เมล็ดผักกาดที่มีอยู่ในเรื่องซึ่งยังไม่เคยมีคนตายมาก่อน, เขาจะพากันกล่าวว่าดิฉันพูดเรื่องที่น่าพิลึกกึกกือเกินไป เพราะบ้านเรือนของคนเหล่านั้น ล้วนแต่มีคนตายในเรือนทั้งนั้น. บางเรือนยังเคยตายกันมากกว่าคนหนึ่ง บางคนบอกว่าเคยมีทาสตาย บางคนว่าบิดาตายบางคนแม่ตาย บางคนว่าลูกชายตาย บางคนว่าลูกหญิงตาย, ทุกๆบ้าน ทุกๆเรือน ไม่ใครก็ใครได้ตายไปแล้วดิฉันจึงไม่แสวงหาเมล็ดพันธุ์ผักกาดดังกล่าวนั้นได้จากที่ใดเลย. ดิฉันจักหาเมล็ดผักกาดชนิดนั้นมาแต่ไหน ก่อนแต่ที่ลูกชายเพียงคนเดียวของดิฉันนี้จักตายไป. จักไม่มีบ้านใด บ้างเจียวหรือที่ไม่มีใครเคยตายเลย?"    (๑๖๑)

             พระสิธัตถะได้ตรัสตอบแก่หญิงนั้น ซึ่งบัดนี้ได้เริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น ว่า "เธอได้กล่าวเองแล้วมิใช่หรือว่า ไม่มีบ้านเรือนหลังใดที่ไม่เคยมีใครตายเลย. เธอได้พบความจริงอันนี้แล้วด้วยตนเอง บัดนี้ เธอได้ทราบแล้วว่าความทุกข์เช่นนี้ มิใช่เป็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่เธอก่อนเฉพาะแต่ผู้เดียวในโลกนี้. บัดนี้ เธอได้ทราบด้วยตนเองแล้วว่า คนทั้งโลกก็ร้องไห้เพราะเหตุอย่างเดียวกันกับเธอเต็มไปหมด. จงกลับไปบ้าน แล้วจักการฝักศพลูกของเธอที่ตายแล้วเสียเถิดน้องหญิงเอ๋ย. ส่วนฉันนี้จักไปเสาะแสวงหาสิ่งซึ่งจักระงับความโศกของเธอ และของคนทั้งหลาย. หากพบแล้ว ฉันจะกลับมาอีก และจะมาบอกเล่าสิ่งนั้นให้เธอทราบ."    (๑๖๒)

             พระสิทธัตถะได้เสด็จตามฝูงแกะ ซึ่งกำลังก้าวเข้าไปใกล้ความตายเข้าทุกทีนั้น กระทั่งถึงนคร แล้วเสด็จต่อไปจนกระทั่งถึงวังหลวง อันเป็นที่ซึ่งจะมีการบูชายัญ ณ ที่นั้น พระราชาประทับยืนอยู่กับหมู่นักบวช ซึ่งกำลังสวดบทมนต์สรรเสริญคุณเทพเจ้าทั้งหลายอยู่. ในขณะนั้นไฟบนแท่นบูชายัญได้ติดขึ้นแล้ว. นักบวชเหล่านั้นก็พร้อมที่จะทำการบูชายัญด้วยฝูงสัตว์ที่เพิ่งมาถึง ขณะที่หัวหน้าหักบวชกำลังยกมีด เงื้อขึ้นเพื่อจะตัดศีรษะแพะที่ถูกนำเข้ามาเป็นตัวแรก. พระสิทธัตถะได้ทรงก้าวเข้าตรงหน้า และหยุดยั้งการกระทำของเขาไว้.    (๑๖๓)

             พระสิทธัตถะได้ตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสารว่า "อย่าเลย มหาราช, อย่าให้ผุ้บูชายัญเหล่านี้พร่าชีวิตสัตว์ที่น่าสงสารเหล่านั้นเลย." พอตรัสเช่นนั้นแล้ว ก่อนที่ใครๆจะทราบว่าพระองค์จะทำอะไรต่อไป, พระองค์ได้ทรงรีบแก้เชือกหญ้าที่เขาใช้ผูกแพะตัวนั้นออก และปล่อยให้มันกลับไปหาฝูงของมัน, ไม่มีใครในที่นั้น แม้แต่พระราชาเอง หรือแม้แต่หัวหน้านักบวชผู้ทำพิธีบูชายัญนั้น ได้ทันเกิดความรู้สึกที่จะขัดขวางพระองค์ ในขณะที่พระองค์ทรงปล่อยสัตว์ตัวนั้นให้เป็นอิสระ. ทั้งนี้ เป็นเพราะพระองค์ทรงมีท่าสง่างามและสูงส่ง ครอบงำความรู้สึกของคนทั้งหลายในขณะนั้นเสียสิ้น.    (๑๖๕)

             พระองค์ได้ตรัสแก่พระราชาและนักบวช ผู้ประกอบพิธีบูชายัญ ตลอดถึงประชาชน ที่ได้พากันมาดูการบูชายัญนั้นให้ทราบถึงข้อที่ ชีวิตนี้เป็นของที่น่าอัศจรรย์เพียงไร. คือการที่ใครๆทำลายมันได้ แต่เมื่อทำลายลงไปแล้ว ใครก็ไม่อาจสร้างมันให้กลับขึ้นมาได้ พระองค์ได้ตรัสแก่คนที่ล้อมรอบอยู่ในที่นั้นว่า ทุกตัวสัตว์ซึ่งมีชีวิต ย่อมรักชีวิต ย่อมกลัวต่อความตายเช่นเดียวกับมนุษย์, แล้วทำไม มนุษย์จะมาใช้กำลังที่ตนมีเหนือสัตว์ผู้เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันนั้นให้เป็นไปในทางปล้นเอาชีวิต ซึ่งเป็นที่รักของมันซึ่งน่าอัศจรรย์ดังกล่าวแล้วนั้น ไปเสียเล่า?    (๑๖๕)

             พระองค์ตรัสต่อไปว่า ถ้ามนุษย์ปรารถนาจะได้รับความเมตตากรุณาแล้ว, ก็ควรแสดงความเมตตากรุณาออกไป. ถ้ามนุษย์เป็นผู้ล้างผลาญชีวิตเขาก็จะถุกล้างผลาญชีวิตเป็นการตอบแทนตามกฎความจริงซึ่งครองโลก. พระองค์ได้ตรัสถามเขาเหล่านั้นว่า พระเป็นเจ้าพวกไหนกันที่เพลิดเพลินในโลหิตและแสวงหาความยินดีจากโลหิต? ต้องเป็นพระเจ้าชนิดที่ไม่ดีเป็นแน่แท้? ผู้ที่แสวงหาความเพลิดเพลินจากความทุกข์ยากและชีวิตของผู้อื่นนั้นควรจะเป็นปีศาจร้าย มากกว่าเป็นพระเป็นเจ้ามิใช่หรือ?    (๑๖๖)

             พระองค์ได้ทรงสรุปว่า ถ้าคนเราปรารถนาจะได้รับความสุขด้วยตนเองในอนาคตแล้ว, ก็ต้องไม่ทำความทุกข์ให้เกิดแก่สัตว์อื่น แม้ที่ต่ำต้อยเพยงไร. ผู้ที่หว่านพืชพันธ์แห่งความทุกข์ยากเศร้าโศกทรมานลงไปแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลย จักต้องได้เก็บเกี่ยวผลอันเกิดขึ้นในทำนองเดียวกัน.    (๑๖๗)

             พระสิทธัตถะได้ตรัสแก่พรนะราชาและนักบวช ผู้ประกอบการบูชายัญตลอดถึงประชาชนชาวนครราชคฤห์เหล่านั้น ด้วยถ้อยคำเหล่านี้ และด้วยลักษณาการอันสุภาพอ่อนโยน เต็มไปด้วยความกรุณาอย่างแท้จริง แต่ก็ทรงไว้ซึ่งอำนาจและกำลังอันเข้มแข็ง ถึงกับเปลี่ยนจิตใจของพระราชาและนักบวชเหล่านั้นได้โดยสิ้นเชิง.    (๑๖๘)

             จำเดิมแต่นั้นมา พระราชาได้ทรงประกาศพระราชโองการตลอดราชอาณาจักรของพระองค์ ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบการบูชายัญด้วยสัตว์มีชีวิตอีกต่อไป. ให้ประกอบแต่การบูชายัญด้วยสิ่งที่ไม่ต้องมีการล้างผลาญสัตว์ที่มีชีวิต เช่น ดอกไม้ ผลไม้ ขนมหวานและสิ่งอื่นๆ ซึ่งไม่ต้องมีการฆ่าฟันทำลายชีวิตเลย.    (๑๖๙)

             พระเจ้าพิมพิสาร ได้ทรงขอร้องต่อพระสิทธัตถะอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้ประทับอยู่ในอาณาจักรของพระองค์ และสั่งสอนชนทั้งหลาย ให้มีความเมตตาปรานีต่อสัตว์ที่มีชีวิตสืบไป. พระสิทธัตถะได้ทรงตอบขอบพระทัยในความหวังดีของพระราชา, แต่เนื่องจากพระองค์ยังไม่ทรงประสบสิ่งซึ่งพระองค์กำลังทรงแสวงหา พระองค์ไม่สามารถจะหยุดอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งจักท่องเที่ยวต่อไปในที่ทุกหนทุกแห่ง ในบรรดาชนผู้มีวิชาความรู้เป็นนักปราชญ์.    (๑๗๐)   



    



จัดสร้างและพัฒนา โดย สมพงศ์ ชูสุวรรณ
๑๓๘/๑๘ ซอยวุฒากาศ ๔๒ แยก ๒-๑ ถนนวุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๕๐ โทร.๐ ๒๘๗๕ ๕๐๙๓