ตอนที่ ๔ ในวัยหนุ่ม

             ในที่สุดกาลเวลาได้ผ่านไป เจ้าชายได้ทรงเริ่มผ่านวัยขึ้นมาเป็นหนุ่ม แต่สิ่งอันน่ารื่นรมย์เหล่านั้น กล่าวคือปราสาทก็ตาม สวนก็ตาม สระน้ำก็ตาม ที่เดินเล่นที่ขับม้าก็ตาม ข้าบริพารอันงามที่พระราชาจัดประทานให้เป็นอย่างดีก็ตาม ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่าอะไร ในการที่จะหยุดความคิดอันลึกซึ้งของเจ้าชายได้เลย   (๔๙)

             พระราชาได้ทรงสังเกตเห็นความจริงข้อนี้ พระองค์ได้ทรงเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์จัดขึ้นเพื่อยึดหน่วงจิตใจเจ้าชายให้ติดอยู่ ในความเพลิดเพลินนั้น ได้เป็นสิ่งที่ล้มเหลวไร้ผลโดยสิ้นเชิง พระองค์ทรงเรียกประชุมอำมาตย์ทั้งหลายของพระองค์ แล้วรับสั่งถามคนเหล่านั้นว่า ยังมีอะไร วิธีใดอีกบ้างที่พระองค์จะทรงสามารถจัดทำเพื่ออย่าให้ถ้อยคำพยากรณ์ของพระฤาษีนั้นเกิดเป็นความจริงขึ้นมา   (๕๐)

             อำมาตย์ทั้งหลายได้กราบทูลถวายความคิดเห็นของตน ๆ ว่า ทางที่ดีที่สุดในการยึดหน่วงจิตใจของเจ้าชายอย่าให้คิดไปในทางสละโลกนั้น คือการจัดให้เจ้าชายได้สมรสกับสตรีสาวสวยที่สุดเสีย พร้อมกับทูลอธิบายว่าด้วยการทำอย่างนี้เจ้าชายจักพัวพันอยู่กับพระชายา จนไม่มี เวลาที่จะหวนคิดถึงสิ่งอื่นใด จนเวลาล่วงไป ๆ กระทั่งอยู่ในภาวะที่เหมาะสมที่จะขึ้นครองบัลลังก์ตามความประสงค์ของพระราชบิดา ตามแบบอย่างที่เขากระทำกัน   (๕๑)

             พระราชาทรงเห็นชอบว่า คำแนะนำอันนี้เป็นคำแนะนะที่ดีที่สุด แต่พระองค์ยังไม่ทรงวางพระทัยในข้อที่จะเสาะหาสตรีสาวสวยมาได้อย่างไร ที่จะให้น่ารักน่าเสน่หา จนถึงกับเมื่อสมรสแล้วจะทำให้เจ้าชายหลงใหลโดยสิ้นเชิง และมีชีวิตอยู่โดยไม่ต้องนึกถึงเรื่องอื่นใด นอกไปจาก ความคิดที่จะทำให้สตรีที่รักของตนนั้นมีความสุขอย่างยิ่งแต่อย่างเดียว   (๕๒)

             เมื่อได้พินิจพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งแล้ว พระองค์ก็ทรงพบความคิดอันแยบคาย พระองค์ทรงบัญชาให้บรรดาหญิงสาวที่มีรูปร่างงามที่สุดทั้งหมด ในประเทศของพระองค์มาสู่นครกบิลพัสดุ์ในวันที่กำหนดไว้ เพื่อให้เดินผ่านพระพักตร์เจ้าชายสิทธัตถะให้เจ้าชายมีโอกาสระบุว่าสตรีใด เป็นผู้ที่สวยที่สุดกว่าบรรดาสตรีทั้งหลาย และให้เจ้าชายประทานรางวัลเพื่อความงามของสตรีผู้นั้นเป็นพิเศษ แม้สตรีอื่นทุกคนที่ได้มาแสดงตัว ในที่นั้นก็จักได้รับรางวัลอย่างใดอย่างหนึ่งโดยสมควรแก่ความงามของตนจากพระหัตถ์เจ้าชายเช่นเดียวกัน   (๕๓)

             เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะทรงมีพระราชบัญชาออกไปดังนี้แล้ว พระองค์ยังได้ทรงจัดเตรียมให้อำมาตย์ผู้มากด้วยปัญญาของพระองค์ จำนวนหนึ่งไปเฝ้าดูอยู่ ณ ที่ที่สตรีทั้งหลายเดินผ่านพระพักตร์เจ้าชาย เพื่อจะได้สังเกตว่าเจ้าชายจักพอพระทัยในสตรีคนไหนอย่างสูงสุด แล้วให้กำหนดตัวไว้ว่าเป็นผู้ใด มาจากไหน จักได้กลับไปกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบในภายหลัง   (๕๔)

             ในที่สุด วันแห่งการประกวดความงามก็มาถึง บรรดาหญิงสาวที่งดงามที่สุดในประเทศได้เดินผ่านพระพักตร์เจ้าชายโดยลำดับทีละคน ๆ เป็นขบวนแห่งความงามอย่างแพรวพราวทอตาเป็นที่สุด แต่ละคนได้รับพระราชทานรางวัลจากพระหัตถ์ของเจ้าชาย ตามที่เจ้าชายทรงเห็นว่าผู้ใด ควรจะได้รับเพียงไร   (๕๕)

             สตรีเหล่านั้นแทนที่จะรู้สึกร่าเริงยินดี ในการที่ได้มีเกียรติเข้ารับของรางวัลจากพระหัตถ์เจ้าชาย กลับมีแต่ความกลัวจนสะทกสะท้าน จะกลับมีใจร่าเริงได้ก็ต่อเมื่อได้เดินผ่านไปสู่หมู่เพื่อนสาวของตน เป็นอยู่อย่างนี้คนแล้วคนเล่า มันเป็นการชอบด้วยเหตุผลแล้วที่พวกสตรีเหล่านั้น จะรู้สึกดังนั้น เพราะว่าเจ้าชายของพวกเขาพระองค์นี้ไม่เหมือนกับบรรดาชายหนุ่มอื่น ๆ ที่พวกเขาเคยพบปะมา หรือหากจะกล่าวให้ตรงความจริงยิ่งไปกว่านั้น ก็คือว่าพระองค์ไม่ได้ทรงมีความรู้สึกนึกคิดใด ๆ ในบรรดาสาวงามเหล่านั้นเลย   (๕๖)

             พระหัตถ์ของเจ้าชายสิทธัตถะ ได้ยื่นประทานรางวัลให้แก่สตรีเหล่านั้นก็จริง แต่พระหฤทัยกำลังครุ่นคิดอยู่ถึงสิ่งอื่นบางสิ่งโดยสิ้นเชิง มันเป็นสิ่งที่ใหญ่หลวงกว่า เป็นจริงยิ่งกว่าดวงหน้าอันยิ้มแย้มและท่าทางรูปร่างอันเย้ายวนของสาว ๆ เหล่านั้น สตรีบางคนได้พูดว่า ขณะที่พระองค์กำลังประทับบนบัลลังก์เพื่อประทานรางวัลอยู่นั้น เธอรู้สึกราวกะว่า พระองค์เป็นเพียงเทวรูปองค์ใดองค์หนึ่งมากกว่าที่จะ เป็นมนุษย์ธรรมดาสามัญ   (๕๗)

             บรรดาอำมาตย์ที่กันสังเกตการณ์อยู่ตามพระราชโองการนั้น ได้เกิดความรู้สึกหวั่นใจว่า พวกเขาทั้งหลายจะต้องกลับไปกราบทูลพระราชา ในการไร้ผลโดยสิ้นเชิงแห่งแผนการณ์ของพระองค์ เพราะว่าเจ้าชายไม่ได้ทรงแสดงความพอใจใด ๆ ให้ปรากฏในบรรดาสตรีงาม ที่ผ่านไป ๆ นั้นแม้เพียงคนเดียว สตรีทั้งหลายก็ได้เดินผ่านไป ๆ เกือบจะถึงคนสุดท้ายอยู่แล้ว สิ่งของอันได้จัดเป็นรางวัลก็เกือบจะหมดอยู่แล้ว เจ้าชายก็ยังคงประทับนิ่ง ไม่ไหวติง มีพระหฤทัยเลื่อนลอยไปในทางอื่นอย่างเห็นได้ชัดว่า ไม่ทรงสนพระทัยในความงามอย่างยิ่งของหมู่สตรีสาว ซึ่งแต่ละคน ๆ มีความงามอย่างจับตาจับใจคนธรรมดาสามัญทุก ๆ คนเหล่านั้นเลย   (๕๘)

             แต่ในที่สุด ในขณะที่สตรีซึ่งทุกคนคิดว่าเป็นคนสุดท้ายได้เข้ารับรางวัลชิ้นสุดท้ายและเดินผ่านไปแล้ว ยังมีสตรีสาวอีกคนหนึ่งได้เดินเข้ามา ช้ากว่ากำหนดด้วยอาการค่อนข้างรีบร้อน ทุกคนที่เฝ้าดูอยู่ในที่นั่นได้สังเกตเห็นว่าเจ้าชายได้มีอาการสะดุ้งนิดหนึ่งในเมื่อสตรีผู้นี้เดินมาตรงพระพักตร์ แม้สตรีผู้นี้ก็เหมือนกัน แทนที่จะก้มหน้าอย่างเอียงอายเดินผ่านเจ้าชายไปอย่างสตรีทั้งหลาย กลับมองพระพักตร์เจ้าชายอย่างตรง ๆ ยิ้มแล้วถามว่า "ยังมีรางวัลอะไรเหลืออยู่สำหรับหม่อมฉันบ้าง?" เจ้าชายได้ทรงยิ้มตอบและตรัสว่า "ฉันเสียใจ ที่รางวัลได้หมดไปแล้ว แต่เธอจงรับเอาสิ่งนี้ไปเถิด" พร้อมกับตรัสดังนั้น ได้ทรงปลดพระสังวาลย์อันงดงามเป็นพิเศษจากพระศอของพระองค์ แล้วทรงพันให้รอบข้อพระหัตถ์แห่งสตรีนั้น   (๕๙)

             อำมาตย์ทั้งหลายเมื่อได้เห็นดังนั้น ก็พากันปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง ครั้นได้สืบจนทราบว่ากุลสตรีคนสุดท้ายนี้มีนามว่า ยโสธรา เป็นเจ้าหญิง ธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะ ดังนั้นแล้ว ก็พากันรีบกลับไปเฝ้าพระราชากราบทูลให้ทรงทราบทุกประการ ในวันต่อมา พระเจ้าสุทโธทนะ ได้ทรงจัดส่งคนของพระองค์ไปสู่สำนักพระเจ้าสุปปพุทธะเพื่อทูลขอพระธิดาอันมีนามว่า ยโสธรา นั้น เพื่อการสมรสกับเจ้าชายสิทธัตถะ   (๖๐)

             มีธรรมเนียมประเพณีอยู่อย่างหนึ่ง ในบรรดาเจ้าศากยะซึ่งเป็นเชื้อชาติที่มีความเข้มแข็งกล้าหาญแห่งเชิงเขาหิมาลัยว่า เมื่อชายหนุ่มคนใด ประสงค์จะสมรส ข้อแรกเขาจะต้องแสดงตนเองให้คนทั้งหลายเห็นว่าตนเป็นผู้ฉลาดและเชี่ยวชาญในการขี่ม้า การใช้คันศรและลูกศร และการใช้ดาบเช่นเดียวกับชายหนุ่มอื่น ๆ ดังนั้นเจ้าชายสิทธัตถะแม้ทรงเป็นรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์ ก็ยังทรงต้องอนุวัติตามธรรมเนียมประเพณีอันี้นี้ ดังเช่นชายหนุ่มทั้งหลาย ครั้นถึงวันนัดชายหนุ่มผู้ฉลาดและเข้มแข็งแห่งแคว้นศักยะทั้งหมด ก็ได้มาประชุมพร้อมกัน ณ สนามอันเป็นที่ประลองฝีมือ ในกรุงกบิลพัสดุ์ ล้วนแต่เป็นนักขี่ม้า นักยิงศรและนักฟันดาบที่จัดเจนด้วยกันทุกคน ทุก ๆ คนได้แสดงฝีมือในการขี่ม้า การใช้ศร และการฟันดาบ ตามที่ตนสามารถต่อหน้าที่ประชุมของอำมาตย์และประชาชน   (๖๑)

             เจ้าชายสิทธัตถะทรงขี่ม้าขาวชื่อ กัณฐกะ แสดงความสามารถอาจหาญในการขับขี่ประกวดกับคนอื่น ๆ จนเป็นที่ปรากฏว่าพระองค์ทรงมี ความสามารถเท่าหรือยิ่งกว่าคนที่สามารถที่สุดในประเทศของพระองค์ ในการยิงศรพระองค์ทรงสามารถส่งลูกศรไปได้ไกลและแม่นยำกว่าคนหนุ่ม ที่ถือกันในเวลานั้นว่ายิงศรได้เก่งที่สุดในประเทศนั้น กล่าวคือเจ้าชายเทวทัตซึ่งเป็นลูกเรียงพี่เรียงน้องของพระองค์นั่นเอง   (๖๒)

             ในการประลองฝีมือทางการฟันดาบนั้นเล่า พระองค์ได้ทรงฟันต้นไม้รุ่น ๆ ต้นหนึ่งขาดออกด้วยการฟันเพียงครั้งเดียวด้วยฝีพระหัตถ์อันประณีต และเที่ยงจนถึงกับเมื่อดาบผ่านไปแล้ว ต้นไม้ก็ยังคงยืนต้นอยู่ ทำให้ผู้ที่คอยดูอยู่นั้นคิดไปว่าต้นไม้นั้นยังไม่ถูกตัด จนกระทั่งมีลมโชยมา จึงได้ค่อย ๆ ล้มไปสู่พื้นดิน ทำให้คนทั้งหลายเห็นว่าแผลตัดนั้นเกลี้ยงยังกะรอยมีดตัดเนย ในการประกวดการฟันดาบคราวนี้ พระองค์ ทรงเป็นผู้กำชัยชนะเลิศไว้ได้ กล่าวคือทรงชนะพระอนุชาต่างมารดาของะระองค์เองซึ่งมีพระนามว่า นันทะ อันเป็นผู้ซึ่งใคร ๆ คาดกันว่า ไม่มีผู้ใดในประเทศนี้จะเอาชนะเจ้าชายพระองค์นี้ในทางฟันดาบได้   (๖๓)

             อันดับต่อไป เป็นการประลองฝีมือทางการแข่งขันม้าโดยอาศัยม้ากัณฐกะสีขาว ฝีเท้าเร็วของพระองค์ เจ้าชายสิทธัตถะ สามารถขับขี่ทิ้งผู้อื่นทุกคนไว้เบื้องหลังโดยง่ายดาย นักแข่งด้วยกันพากันไม่พอใจ บางคนพูดแก้เก้อว่า "ที่พระองค์ทรงชนะได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ น่าจะเป็นเพราะม้าต่างหาก ถ้าเราได้ม้าฝีเท้าเร็วเช่นม้ากัณฐกะมาขี่ เราก็ต้องชนะเหมือนกัน มันดีอยู่ที่ม้าต่างหาก หาใช่ดีที่คนขี่ไม่ อย่างไร ๆ เอาม้าเปลี่ยวสีดำตัวที่ไม่ยอมให้ใคร ๆ ขึ้นหลังเลยนั้นมาพิสูจน์กันทีว่าใครจะขี่มันได้ หรือนั่งบนหลังมันได้นานที่สุด   (๖๔)

             ดังนั้นบรรดาเจ้าชายหนุ่มทั้งหลาย จึงได้พยายามเต็มความสามารถของตน ผลัดกันทีละคน ๆ ที่จะพยายามจับม้าตัวนั้นเผ่นขึ้นนั่งบนหลังของมัน ให้ได้ ผลปรากฏทุกพระองค์ได้ถูกม้าอันลำพองและดุร้ายตัวนั้นสะบัดให้ล้มลงมายังพื้นดินทุกคราวไป กระทั่งเวียนมาถึงรอบของเจ้าชายอรชุน ซึ่งถือกันว่าเป็นนักขี่ม้าที่เยี่ยมที่สุดในประเทศมาแล้ว เจ้าชายองค์นี้ใช้ความพยายามเพียงเล็กน้อยก็ทรงสามารถขึ้นนั่งบนหลังมันได้และหวดด้วยแส้ เพื่อให้มันวิ่งไปรอบ ๆ สนาม แต่ในอึดใจต่อมาโดยที่ใคร ๆ คาดไม่ถึงว่ามันจะมีฤทธิ์เดชอย่างไร ม้าร้ายตัวนี้ได้แว้งศีรษะของมันมาโดยเร็ว งับขาของเจ้าชายอรชุนด้วยฟันอันใหญ่คมและแข็งกร้าวของมัน ดึงกระชากเจ้าชายให้หลุดจากหลังแล้วเหวี่ยงลงพื้นดิน หากว่าพนักงาน ที่คอยเฝ้าระวังเหตุการณ์อยู่นั้นพวกหนึ่งไม่ช่วยกันรั้งแยกมันออกไว้ทัน และพนักงานอีกพวกหนึ่งไม่พากันรุมตีทางหลังของมันแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยที่เจ้าสัตว์ดุร้ายตัวนี้จะไม่ทำอันตรายแก่เจ้าชายอรชุนจนกระทั่งเสียชีวิต   (๖๕)

             แม้ม้าเปลี่ยวดุร้ายตัวนั้นจะอาละวาดถึงเพียงนั้นมาแล้วก็ตาม รอบถัดไปก็จำต้องเป็นรอบของเจ้าชายสิทธัตถะที่จะต้องขึ้นขี่ตามที่ตกลงกัน ทุกคนพากันคิดว่าพระองค์จะต้องเสียชีวิต เพราะแม้เจ้าชายอรชุนที่ถือกันว่าเชี่ยวชาญการขี่ม้าของประเทศก็ยังรอดตายไปได้อย่างหวุดหวิด   (๖๖)

             แต่เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงดำเนินอย่างแช่มช้าเป็นปรกติ ตรงแน่วไปยังม้าตัวนั้น ทรงวางพระหัตถ์ข้างหนึ่งบนคอของมัน และพระหัตถ์ อีกข้างหนึ่งลูบที่จมูกของมัน พร้อมกับกล่าวคำอ่อนหวานที่หูของมันสองสามคำ และพระองค์ได้ทรงตบเบา ๆ ที่สีข้างทั้งสองของมัน การกระทำได้ในขั้นต้นนี้ก็ทำความประหลาดใจให้แก่ทุก ๆ คน ในการที่ม้าร้ายตัวนั้นยอมนิ่งไม่ได้กระดุกระดิกและซ้ำยังยินยอมให้เจ้าชาย ขึ้นบนหลังขี่ขับไปข้างหน้า ถอยมาข้างหลังได้ตามที่พระองค์ทรงปรารถนาอีกด้วย จึงเป็นที่ประจักษ์ด้วยกันทุกคนในที่นั้นว่ามันยินยอมทำตาม ความประสงค์ของเจ้าชายทุก ๆอย่างโดยสิ้นเชิง นับว่าเป็นครั้งแรกที่มีคนเข้าไปใกล้มันอย่างนี้โดยไม่เกรงกลัวมัน ทั้งสามารถบังคับขับขี่มัน โดยไม่ต้องมีการเฆี่ยนตีอีกด้วย แม้ม้าตัวนั้นก็จักต้องมีความรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งในการกระทำเช่นนั้นของเจ้าชายซึ่งมันไม่เคยได้รับการกระทำอย่านี้ จากใครที่ไหนมาก่อนเลย มันจึงยอมให้เจ้าชายผู้ซึ่งไม่ทรงหวาดกลัวและทั้งไม่ทรงแสดงความทารุณต่อมัน ทรงขึ้นขี่มันได้ตามความประสงค์   (๖๗)

             ในที่สุด ทุกคนได้ยอมรับว่าเจ้าชายสิทธัตถะได้เป็นนักขี่ที่เชี่ยวชาญที่สุดของประเทศด้วยอีกประการหนึ่ง และเป็นผู้สมควรที่สุด ที่จะเป็นพระสวามีของเจ้าหญิงยโสธราผู้งามเลิศด้วย ทางฝ่ายพระเจ้าสุปปพุทธะพระบิดาแห่งเจ้าหญิงยโสธราก็ได้ทรงเห็นพ้องในข้อนี้ ทรงยินยอมยกธิดาของพระองค์ให้เป็นพระชายาของเจ้าชายหนุ่มผู้ซึ่งมีรูปร่างงดงามและแกว่นกล้าพระองค์นี้ด้วยความเต็มพระทัย   (๖๘)

             เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงสมรสกับพระนางยโสธราผู้เลอโฉม ในท่ามกลางความชื่นชมยินดีอันใหญ่หลวงของคนทุกหมู่เหล่า และได้เสด็จ พร้อมด้วยพระนางไปประทับ ณ ปราสาทอันสร้างใหม่และงดงาม ซึ่งพระบิดารับสั่งให้สร้างขึ้น เพื่อคนทั้งคู่จะได้แวดล้อมอยู่ด้วยความเบิกบาน บันเทิงทุกอย่างทุกประการเต็มตามที่คนหนุ่มสาวจะพึงบันเทิงได้   (๖๙)

             ในบัดนี้ พระเจ้าสุทโธทนะเริ่มทรงดีพระทัยว่า พระโอรสของพระองค์จักไม่ทรงใฝ่ฝันถึงการสละบัลลังก์ออกไปผนวชเป็นนักบวชอีกต่อไป แต่เพื่อให้เป็นการที่แน่นอนยิ่งขึ้นว่า ความคิดนึกของเจ้าชายจะไม่น้อมไปในทางนั้นโดยเด็ดขาด พระราชาจึงรับสั่งไม่ให้ผู้ใดผู้หนึ่งในที่นั้นเอ่ยถึง สิ่งที่นำมาซุ่งความเศร้าสลด เช่น ความแก่ ความเจ็บ หรือความตาย เป็นต้น แม้แต่คำเดียว คนที่ห้อมล้อมใกล้ชิดอยู่นั้น จะต้องพยายาม กระทำทุกอย่างให้ราวกะว่าสิ่งอันไม่พึงปรารถนาเหล่านั้นมิได้มีอยู่ในโลกนี้เลย   (๗๐)

             ยิ่งไปกว่านั้น พระราชาได้รับสั่งให้คนรับใช้ทั้งภายในและภายนอกที่มีลักษณะส่อรูปร่างหน้าตาไปในทางชราหรืออ่อนเพลีย หรือเจ็บไข้ได้ป่วย ปรากฏออกมาเพียงเล็กน้อยให้ออกไปเสียให้พ้นจากเขตวังของพระราชโอรส พระองค์ได้ทรงจัดถึงกับว่าในเขตปราสาทและบริเวณอุทยานรอบปราสาทของเจ้าชายนั้น คนอื่นจักไม่มีผู้ใดเยี่ยมกรายเข้าไปเลย นอกจากหนุ่มสาวซึ่งมีใบหน้าแสดงแววแห่งความสุขความร่าเริงและความยิ้มแย้มแจ่มใสเท่านั้น หากเผอิญมีใครล้มเจ็บลงในนั้นจักต้องช่วยกันรีบนำออกไปนอกบริเวณนั้นทันที และจะไม่ยอมให้กลับเข้ามาอีกจนกว่าจะหาย และสมบูรณ์ดังเดิม   (๗๑)

             พระราชามีพระราชโองการอันเฉียบขาด มิให้ใครครใดคนหนึ่งในที่นั้นแสดงอาการหรือนิมิตรแห่งความอ่อนเพลีย หรือเศร้าใจ ออกมาต่อพระพักตร์ของเจ้าชาย ทุก ๆ คนที่แวดล้อมเจ้าชายอยู่ต้องแสดงอาการรื่นเริงบันเทิงสดชื่นแจ่มใสตลอดทั้งวันทั้งคืน และในยามที่เป็นเวลาปรนนิบัติเต้นรำขับกล่อมจะต้องไม่แสดงอาการแห่งความเมื่อยล้าเหน็ดเหนื่อยออกมาให้ปรากฏ โดยสรุปแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงพยายามจัดทำทุกสิ่งทุกอย่างไปในทำนองที่ว่า เจ้าชายจักไม่สามารถทราบหรือแม้แต่เพียงคาดคะเนได้ว่าในโลกนี้ ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกไปจากอาการยิ้ม การหัวเราะ และเกลื่อนไปด้วยความเป็นหนุ่มเป็นสาว เต็มไปด้วยความชื่นชม และเป็นสุขเท่านั้น   (๗๒)

             เพื่อความมุ่งหวังของพระองค์เป็นไปสมบูรณ์ตามนั้น พระราชารับสั่งให้สร้างกำแพงสูง ๆ ล้อมปราสาทและอุทยานของเจ้าชายเอาไว้ และทรงบังคับอย่างเฉียบขาดแก่ผู้เฝ้าประตูทั้งหลายว่า เขาจักต้องไม่ยอมให้เจ้าชายเสด็จออกไปนอกกำแพงนี้ไม่ว่ากรณีใด ๆ โดยวิธีนี้ที่พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงคิดว่ามันจักต้องเป็นที่นอนใจได้ว่า เจ้าชายจักไม่ได้พบเห็นสิ่งใด นอกจากสภาพอันน่ารื่นรมย์ของ ความเป็นหนุ่มเป็นสาวและความสวยความงาม จักไม่ได้ยินเสียงใด ๆ นอกจากเสียงแห่งความบันเทิงเริงรื่นของบทเพลงของการหัวเราะ และจักทรงพอพระทัยในการที่จะเป็นอยู่ตามที่พระบิดาได้จัดสรรประทานให้ จักไม่ทรงปรารถนาในการออกบวช และทรงเสาะแสวงหาสิ่งอื่นใด ให้มากไปกว่าการเป็นอยู่อย่างเจ้าชาย ผู้เป็นพระโอรสหัวแก้วหัวแหวนของพระบิดาเท่านั้น   (๗๓)



    



จัดสร้างและพัฒนา โดย สมพงศ์ ชูสุวรรณ
๑๓๘/๑๘ ซอยวุฒากาศ ๔๒ แยก ๒-๑ ถนนวุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๕๐ โทร.๐ ๒๘๗๕ ๕๐๙๓