
ตอนที่ ๓ ในวัยรุ่น
ในประเทศอินเดียแห่งสมัยโบราณ คนทุกคนทราบดีว่าทุกสิ่งที่มนุษย์เราพากันต้องการนั้นย่อมสำเร็จจากพื้นดิน เพราะฉะนั้น ผู้ซึ่งทำหน้าที่ ไถหว่านแผ่นดินนับว่าเป็นบุคคลผู้ทำสิ่งซึ่งจำเป็นที่สุดและมีประโยชน์ที่สุดให้แก่ประเทศชาติของตน ด้วยเกตุนั้น จึงเกิดมีประเพณีประจำปี ในยุคนั้นที่พระราชาแห่งแคว้นนั้น ๆ จักเสด็จสู่ท้องนาด้วยพระองค์เอง พร้อมทั้งอำมาตย์ข้าราชการของพระองค์ด้วย พระองค์จะทรงจับ คันไถขึ้นไถนาด้วยพระหัตถ์เพื่อเป็นตัวอย่างแก่ปวงประชาราษฎร์ของพระองค์ ในข้อที่ว่างานอันมีเกียรตินี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรรังเกียจหรือละอาย (๓๕)
ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ในครั้งนี้ เป็นปลายฤดูฝนอันเป็นฤดูการทำนา พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้เสด็จออกจากนครพร้อมด้วยขบวนหลวง เพื่อ ทรงประกอบพิธีเรียกกันว่า "รัชชนังคลมงคล" ประชาชนทั้งนครได้ติดตามพระองค์ไปเพราะเป็นพิธีใหญ่ประจำปีเพื่อดูพระราชาของตน ประกอบพิธีอันสำคัญนี้ และมีส่วนในการเลี้ยงอันเอิกเกริกที่สุดซึ่งเนื่องอยู่ด้วยกัน แม้พระราชาก็ด้ทรงพาพระโอรสองค์น้อยของพระองค์ ไปสู่ท้องนาคราวนั้นด้วย แต่ทรงปล่อยให้พักอยู่กับคนเลี้ยงตามลำพัง (๓๖)
พระเจ้าสุทโธทนะเสด็จไปสู่ที่ประกอบพิธีไถพื้นดิน ทรงจับคันไถซึ่งประดับด้วยทองคำ แล้วทรงเริ่มไถพื้นดินแห่งท้องนา ถัดตามมาข้างหลัง มีหมู่อำมาตย์ซึ่งจับไถอันประดับด้วยเงิน แล้วก็ถึงอันดับของหมู่ชาวนาธรรมดาทำการไถตามมาด้วยไถตามปกติของตน ๆ เป็นคู่ ๆ ล้วนแต่พลิกเนื้อดินดีสีน้ำตาลเหล่านั้นให้ร่วนเหมาะสมที่จะปลูกหว่านสืบไป (๓๗)
ครั้นตกมาถึงเวลาเลี้ยงดูกัน พวกคนเลี้ยงพระกุมารได้ทะยอยกันมาสู่ที่เลี้ยงกันจนหมดสิ้น พากันลืมพระกุมารนั้นโดยสิ้นเชิง และ ได้ทิ้งพระองค์ไว้ในที่นั้นแต่พระองค์เดียว เมื่อพระกุมารรู้สึกว่าพระองค์ทรงอยู่แต่พระองค์เดียวเช่นนั้นก็ทรงรู้สึกสบายพระทัยเป็นอย่างยิ่ง โดยเหตุพระองค์เป็นผู้ฉลาดอย่างยิ่งนั่นเอง พระองค์มีพระประสงค์ที่จะหาเวลาคิดอย่างเงียบ ๆ ของพระองค์ในสิ่งที่ได้ทรงเห็นในวันนี้ ในขณะที่เขากำลังมีการเลี้ยงและรื่นเริงกันอย่างยิ่งนั้น ดั่งนั้นพระองค์จึงเสด็จดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ ตามลำพังจนกระทั่งถึงต้นหว้าใหญ่ มีใบดกร่มเงาเย็นสนิทต้นหนึ่งแล้วได้ประทับนั่งลง สำรวมจิตให้ว่างโปร่งจากอารมณ์ทั้งหลาย (๓๘)
พระองค์ได้เริ่มพิจารณาเป็นข้อแรกว่า ณ ที่นี้พระราชบิดาของพระองค์พร้อมทั้งอำมาตย์และชาวนาทั้งหลายกำลังมีความร่าเริง สนุกสนานเลี้ยงดูกันอย่างเต็มที่ แต่สำหรับวัวทุกตัวนั้นเล่าดูไม่มีความสุขสบายเลย มันต้องลากไถอันหนักให้ไถไปตลอดพื้นดินอันเหนียว มันต้องฉุดลากไถจนมันหมดแรงเหนื่อยหอบจนต้องหายใจทางปาก ทำให้เห็นชัดที่เดียวว่าชีวิตนี้มิใช่เป็นของสนุกสนานสำหรับมันเลย แม้ในวันที่พวกมนุษย์พากันเลี้ยงดูกันอย่างสนุกสนานเช่นนี้ มันก็ยังจำต้องทำงานหนัก และมักจะมีอยู่บ่อย ๆ ที่มันถูกตวาดด้วยถ้อยคำ อันหยาบคายหรือถึงกับถูกตีหนัก ๆ เพราะเผอิญมันทำไม่ได้ตรงตามความต้องการของเจ้าของ เจ้าชายสิทธัตถะยังได้พิจารณาเห็นต่อไปว่า แม้ในขณะแห่งความบันเทิงในวันที่ร่าเริงกันอยู่อย่างยิ่งนี้ ก็ยังมีสิ่งอื่นอีกมากที่ไม่ได้รับความผาสุกอย่างใดเลยอยู่เป็นธรรมดา (๓๙)
ในขณะที่พระองค์ประทับอยู่ภายใต้ต้นหว้านั้น พระองค์ได้ทรงสังเกตความเคลื่อนไหวของนกและของสัตว์ต่าง ๆ ตลอดถึงแมลงนานาชนิด ในบริเวณนั้น พระองค์ได้สังเกตเห็นกิ้งก่าตัวหนึ่งวิ่งออกมาจากซอกใกล้ ๆ พระบาท แล้วใช้ลิ้นอันรวดเร็วของมันแลบตวัดจับกินมดตัวเล็ก ๆ ซึ่งทำงานตามหน้าที่ของมันอยู่อย่างแข็งขัน แต่ชั่วขณะเล็กน้อยเท่านั้น งูตัวหนึ่งเลื้อยออกมางับเอากิ้งก่าตัวนั้นแล้วกลืนกิน และในขณะที่ กำลังทรงประหลาดใจอยู่นั่นเอง เหยี่ยวตัวหนึ่งได้ถลาลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว จับเอางูตัวนั้นไปฉีกกินเป็นอาหาร (๔๐)
เจ้าชายสิธัตถะทรงพิจารณาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นไป และได้ถามพระองค์เองว่า เมื่อสิ่งต่าง ๆ มันเป็นดังนี้แล้ว ความสวยงามทั้งหลาย ซึ่งปรากฏอยู่ในชีวิตนี้ย่อมมีความโสมมโดยประการทั้งปวงแฝงอยู่เบื้องหลังของมันมิใช่หรือ แม้พระองค์ยังทรงเยาว์วัยเช่นนี้ และยัง ไม่เคยได้รับทุกข์ทรมานแต่อย่างใดเลยก็ตาม เมื่อพระองค์ได้ทรงมองดูโดยรอบ ๆ พระองค์ และทรงพิจารณาในสิ่งนั้น ๆ แล้ว ก็ทรงมี ความรู้สึกว่าความทุกข์อันใหญ่หลวงกำลังครอบงำคนและสัตว์จำนวนมากอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าพระองค์เองจะกำลังทรงพระสำราญดีอยู่ (๔๑)
เมื่อพระองค์ทรงรำพึงอยู่เช่นนั้น ทั้งที่ยังทรงเยาว์วัยอยู่ก็ได้มีพระหฤทัยดิ่งลงสู่เหวลึกแห่งความคิด จนกระทั่งหมดความรู้สึกต่อสิ่งทั้งปวง ทรงหมดความรู้สึกต่อวันซึ่งเขากำลังสนุกสนานเลี้ยงดูกันอย่างเอิกเกริก หมดความรู้สึกต่อพระบิดา หมดความรู้สึกต่อพิธีไถนา และ หมดความรู้สึกต่อทุกสิ่งโดยสิ้นเชิง ในขณะนี้พระองค์ทรงมีจิตดิ่งแน่วแน่เป็นสมาธิถึงขั้นที่เรียกกันทั่วไปในหมู่โยคีทั้งหลายว่า "ปฐมฌาน" (๔๒)
พิธีไถนาและการเลี้ยงได้สิ้นสุดไปแล้ว พวกที่มีหน้าที่ทำการอารักขาเจ้าชายระลึกขึ้นได้ถึงพระองค์ ก็รีบกลับมาสู่ที่เขาได้ละทิ้งพระองค์ไว้ ครั้นไม่ได้พบพระองค์ก็พากันตกใจ แยกย้ายกันออกเสาะหาทุกหนทุกแห่ง โดยเกรงว่าในไม่ช้าพระราชาก็จะทรงเรียกหาพระโอรสเพื่อพากลับคืนวัง ในที่สุดเขาได้พบพระองค์ประทับนั่งนิ่งเงียบราวกะรูปหินสลักอยู่ภายใต้ต้นหว้านั่นเอง (๔๓)
เจ้าชายกำลังมีพระทัยดิ่งลึกอยู่ในห้วงแห่งความคิดของพระองค์ จนถึงกับไม่ได้ยินคำร้องเรียกของคนเหล่านั้นในชั้นแรก แต่เมื่อคนเหล่านั้น ได้พยายามอยู่ครู่หนึ่ง ก็สามารถปลุกให้ทรงตื่นจากสมาธิได้สำเร็จ และรีบกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบว่าพระราชบิดากำลังรับสั่งให้หา เพราะเป็นเวลาสมควรที่จะกลับไปสู่วังแล้ว ดั่งนั้นพระองค์จึงได้ทรงลุกและเสด็จไปกับคนเหล่านั้นเพื่อไปเฝ้าพระบิดาของพระองค์ ตลอดทางที่เสด็จกลับวังนั้น พระหฤทัยของพระองค์เต็มไปด้วยความสงสารต่อสรรพสัตว์ซึ่งมีชีวิตอยู่ แต่ละตัวล้วนแต่รักชีวิตของตน ๆ เหลือประมาณ และกำลังต่อสู้อยู่ด้วยความลำบากยากเข็ญเพื่อประโยชน์แก่ชีวิตนั่นเอง (๔๔)
พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงวุ่นวายพระทัยในการที่ได้ทราบว่า พระโอรสของพระองค์ทรงเริ่มมีความคิดนึกจริงจังในปัญหาชีวิตและความหมายอันแท้จริง ของชีวิตก่อนเวลาที่ควรจะเป็น พระองค์ทรงหวั่นพระทัยเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งซึ่งพระฤาษีผู้สูงอายุได้เคยกล่าวไว้เมื่อแรกประสูตินั้น บัดนี้จะเริ่มเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว กล่าวคือความคิดของพระโอรสของพระองค์ได้เริ่มหมุนไปในทางธรรมเสียแล้ว หากความคิดเหล่านี้ไม่ระงับไป สิ่งที่พระองค์เคยทรงหวั่นวิตกอย่างยิ่งจักเกิดขึ้นโดยแน่นอน คือเจ้าชายสิทธัตถะจักละทิ้งบ้านเรือนไป และพระองค์จักไม่มีพระโอรสเป็น ผู้สืบบัลลังก์แห่งประเทศของพระองค์ (๔๕)
ในขณะนั้น พระองค์ทรงตกลงพระทัยที่จะทำอะไรบางอย่าง เพื่อโน้มน้าวดวงจิตแห่งพระโอรสให้ออกห่างมาเสียจากความคิดอันรุนแรง ลึกซึ้งเช่นนั้น พระองค์ทรงตั้งพระทัยในอันที่จะกระทำทุกวิถีทางที่จะทำได้ เพื่อให้ชีวิตในราชสำนักเป็นสิ่งที่น่ายินดีและเพลิดเพลินแก่พระโอรส ของพระองค์จนถึงกับพระโอรสจะทรงเลิกละความคิดที่คนทั้งหลายเขาไม่คิดกันนั้นเสียได้ด้วยอำนาจแห่งความเพลิดเพลินนั้น (๔๕)
พระองค์ทรงรับสั่งแก่พวกช่างให้สร้างปราสาทอันสวยงามขึ้น ๓ ปราสาทสำหรับพระโอรส ปราสาทหลังที่หนึ่ง สร้างขึ้นด้วยไม้แก่นอย่างดี ในภายในบุด้วยไม้สีดาอันมีกลิ่นหอม ภายในปราสาทอันอบอุ่นสบายหลังนี้พระองค์ทรงพระประสงค์ให้พระโอรสประทับอยู่ในฤดูหนาว ปราทหลังที่สองสร้างขึ้นด้วยหินอ่อนขัดมันเย็นเฉียบ เพื่อให้เหมาะสมและมีความสบายที่จะอาศัยอยู่ตลอดฤดูร้อน อันเป็นฤดูที่ทุก ๆ สิ่ง ภายนอกปราสาทนั้นกำลังร้อนระอุอยู่ด้วยแสงแดดอันแผดกล้า ปราสาทหลังที่สามสร้างขึ้นด้วยอิฐอย่างดี หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีเขียว เพื่อกันฝนอันตกหนักในฤดูมรสุม ในปราสาทหลังสุดท้ายนี้พระราชาทรงมุ่งหมายให้พระโอรสประทับอยู่ตลอดฤดูฝนให้เป็นสุข ปราศจาก ความรบกวนของความชื้นแฉะและความเย็นเยือกแห่งละอองฝน (๔๖)
รอบบริเวณแห่งปราสาทเหล่านี้ พระองค์รับสั่งให้จัดเป็นสวนอันรื่นรมย์ ประดับด้วยไม้ร่มเงาและไม้ดอกนานาชนิด พร้อมทั้งสระอัน มีน้ำถ่ายเทเข้าออกได้ ปลูกบัวทุก ๆ สีในสระเหล่านั้น เพื่อว่าพระโอรสจะได้ออกดำเนินเที่ยวหรือขี่ม้าเล่นได้ทุกคราวที่ทรงพระประสงค์ และจะได้รับอากาศเย็นอันบริสุทธิ์ รับความร่มรื่นและทั้งความงามของดอกไม้ทุกทิศทางที่พระโอรสจะทอดสายพระเนตร (๔๗)