
ตอนที่ ๒ วัยกุมาร
ตามที่พระฤาษีผู้สูงอายุและนักปราชญ์ทั้งหลายผู้ได้ประชุมกันในวันขนานนามของพระสิทธัถะ ได้มีความเห็นพ้องกันว่าพระโอรสของ พระเจ้าสุทโธทนะองค์นี้มิได้เป็นกุมารตามธรรมดานั้น คำกล่าวข้อนี้ได้ปรากฏเป็นความจริงยิ่งขึ้นทุกวัน ๆ (๒๔)
เมื่อได้รับการทะนุถนอมจากพระน้านางผู้รักพระกุมารอย่างกะว่าเป็นพระโอรสของพระองค์เองมาจนกระทั่งพระกุมารมีพระชนมายุได้ ๘ พรรษา พระราชาได้ประทานครูบาอาจารย์เพื่อให้การศึกษาแก่พระกุมารในการอ่านการเขียนและวิชาคำนวนณ โดยอาศัยการแนะนำของครู อาจารย์เหล่านั้น พระกุมารได้ศึกษาวิชาความรู้ทุกอย่างที่ควรศึกษานั้นได้อย่างรวดเร็ว (๒๕)
ว่าโดยที่แท้แล้วพระกุมารทรงศึกษาอย่างรวดเร็วและอย่างดียิ่ง จนเป็นที่ฉงนสนเท่ห์ของคนทุกคน รวมทั้งครู อาจารย์ ทั้งพระราชบิดา และพระมารดาเลี้ยงด้วย เรื่องใดที่พระองค์จักต้องทรงศึกษา เรื่องนั้นไม่มีความยากลำบากแก่พระองค์เลย ได้รับการบอกการแนะนำวิชา อย่างใด ๆ เพียงครั้งเดียวก็จำได้ทันทีไม่มีลืม และลักษณะอย่างนี้มีมากเป็นพิเศษขนาดที่เรียกว่าผิดธรรมดา ในการเรียนวิชาคำนวณของ พระองค์ ทุก ๆ คนเห็นชัดได้โดยง่ายว่าพระองค์ทรงมีอะไร ๆ เหนือคนธรรมดาสามัญมากมายจริง ๆ (๒๖)
แม้พระองค์จะทรงมีอัจฉริยลักษณะอันสูงสุดในการศึกษาถึงเพียงนี้ ทั้งยังอยู่ในสถานะมกุฎราชกุมารผู้จะครองบัลลังก์ในอนาคตก็ตาม พระองค์ไม่ได้ทรงละเลยที่จะแสดงความเคารพนอบน้อมในฐานะเป็นศิษย์ต่อครูบาอาจารย์ทั้งหลาย เพราะทรงระลึกสำนึกอยู่ว่า โดยอาศัย บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งมวลนี่เอง คนเราจึงได้รับสิ่งซึ่งมีค่าสูงสุดกล่าวคือวิชาความรู้พระกุมารมีปรกติสุภาพเรียบร้อยเป็นนิสัย ทรงประพฤติ ต่อทุก ๆ คน และโดยเฉพาะต่อครูบาอาจารย์เป็นพิเศษ ในการแสดงความสุภาพอ่อนโยนเคารพนบนอบด้วยประการฉะนี้ (๒๗)
ในทางกำลังกายก็เหมือนกัน พระองค์ทรงประกอบไปด้วยคุณสมบัติไม่น้อยกว่าคุณสมบัติในทางจิตและทางมารยาท ไม่ต้องกล่าวถึง ความสุภาพทางกิริยาอาการ ไม่ต้องกล่าวถึงข้อที่พระองค์เป็นสุภาพบุรุษเต็มตามความหมายที่ดีที่สุดของคำ ๆ นี้ พระองค์ยังเป็นผู้ที่กล้าหาญ ไม่ครั่นคร้ามในการแสดงฝีมือทางกีฬาสำหรับผู้ชายแห่งประเทศของพระองค์ด้วย ในฐานะที่ได้รับการอบรมมาอย่างผู้มีกำเนิดในวรรณะ กษัตริย์คือนักรบ พระองค์ทรงเป็นนักขี่ม้าที่ใจเย็นและห้าวหาญ ทั้งเป็นนักขับรถที่สามารถและเชี่ยวชาญมาแต่เล็ก ในการกีฬาอย่างหลังนี้ เคยแข่งชนะคู่แข่งที่ดีที่สุดในประเทศของพระองค์ แม้กระนั้นเมื่อถึงคราวเอาจริงเอาจังในการที่จะชนะการแข่งขัน พระองค์ยังมีเมตตากรุณา ต่อม้าของพระองค์ที่เคยช่วยให้พระองค์มีชัยชนะอยู่เสมอ ๆ โดยทรงยอมให้พระองค์เป็นฝ่ายแพ้เสีย แทนที่จะขับเคี่ยวม้าให้มากเกินกำลังของมัน ไปเพื่อเห็นแก่ความชนะถ่ายเดียว (๒๘)
พระองค์ใช่จะทรงปรานีเฉพาะแต่ม้าของพระองค์เท่านั้นก็หาไม่ แม้สัตว์อื่น ๆ ทุกชนิดก็ได้รับความเอื้อเฟ้อและความเมตตากรุณาอย่างเดียวกัน พระองค์เป็นโอรสของพระเจ้าแผ่นดินไม่เคยทรงประสพความทุกข์ความลำบากอย่างใดเลยก็จริง แต่นำพระทัยของพระองค์ก็ยังทรงหยั่งทราบ ถึงจิตใจของสัตว์เหล่าอื่น ด้วยความเห็นใจว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่ปรารถนาความเจ็บปวดเช่นเดียวกัน ไม่ว่าสัตว์นั้น ๆ จะเป็นสัตว์มนุษย์ หรือสัตว์เดรัจฉาน แม้เมื่อพระองค์ยังเป็นกุมารเล็ก ๆ อยู่ก็มีลักษณะที่แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงหลีกเลี่ยงทุกอย่างทุกทางในการที่จะก่อ ความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่สัตว์อื่นอย่างมากที่สุดที่พระองค์จะทรงทำได้ในที่ทุกแห่งและโอกาส ทรงพยายามที่จะปลดเปลื้องความทุกข์ของสัตว์ ที่กำลังได้รับทุกข์อยู่ทุกวิถีทาง (๒๙)
ครั้งหนึ่ง เมื่อพระองค์เสด็จออกไปเที่ยวเล่นนอกเมืองกับพระญาติลูกเรียงพี่เรียงน้องของพระองค์นามว่า เทวทัต ผู้ซึ่งได้พาคันศร และลูกศรติดไปด้วย เจ้าชายเทวทัตได้ยิงหงส์ซึ่งกำลังร่อนฝ่านมาบนศีรษะตัวหนึ่ง ลูกศรถูกปีกหงส์ทำให้มันต้องถลาตกลงมายังพื้นดิน มีแผลใหญ่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด (๓๐)
เจ้าชายทั้งสองพระองค์ต่างก็วิ่งไปเก็บมัน แต่เจ้าชายสิทธัตถะไปถึงหงส์ตัวนั้นก่อน และได้อุ้มมันขึ้นอย่างระมัดระวัง พระองค์ได้ทรงชัก ลูกศรออกจากปีกนก ทรงยัดใบไม้มีรสเย็นเข้าไปในบาดแผลเพื่อให้โลหิตหยุดไหล และทรงลูบประคองไปมาอย่างเบา ๆ เพื่อบรรเทาความเจ็บ และความกลัวของนกนั้น เจ้าชายเทวทัตรู้สึกขัดเคืองพระทัยเป็นอันมากในการที่พระญาติของพระองค์มาแย่งเอานกไปเสียดั่งนั้น จึงได้เรียกร้อง ให้พระสิทธัตถะคืนนกให้แก่พระองค์ในฐานะที่พระองค์เป็นผู้ยิงมันตกด้วยลูกศรของพระองค์เอง (๓๑)
อย่างไรก็ตาม เจ้าชายสิทธัตถะได้ทรงปฏิเสธที่จะมอบนกเจ็บตัวนั้นให้ โดยตรัสตอบว่า ถ้านกตายมันจึงจะเป็นของผู้ยิง แต่เมื่อนกมันยังมี ชีวิตอยู่เช่นนี้ มันก็ต้องเป็นของผู้ที่พยายามช่วยชีวิตมันไว้ ดังนั้นพระองค์จึงไม่มอบให้ ฝ่ายเจ้าชายเทวทัตก็ยังคงยืนกรานว่า มันต้อง เป็นของพระองค์ผู้ที่ยิงมันตกลงมาด้วยน้ำมือเอง ในที่สุดเจ้าชายสิทธัตถะเป็นฝ่ายเสนอขึ้นว่า ข้อพิพาทรายนี้ควรจักต้องนำไปเพื่อรับ การพิจารณาตัดสินชี้ขาดในที่ประชุมแห่งนักปราชญ์ของประเทศ ฝ่ายเจ้าชายเทวทัตก็ยินยอม (๓๒)
ณ ที่ประชุมสำหรับวินิจฉัยเรื่องต่าง ๆ ในวันนั้น ได้มีปัญหาเรื่องหงส์ตัวนี้ขึ้น มีการถกเถียงกันมากในที่ประชุมนั้น บางท่านมีความเห็นอย่างหนึ่ง บางท่านมีความเห็นเป็นอีกอย่างอื่น บางท่านว่านกควรเป็นของพระสิทธัตถะ บางท่านว่าควรเป็นของเจ้าชายเทวทัต โดยมีเหตุผลต่าง ๆ กัน ไม่เป็นที่ยุติลงไปได้ แต่ในที่สุดมีบุรุษผู้หนึ่งซึ่งไม่มีใครในที่ประชุมนั้นรู้จักมาก่อนได้ลุกขึ้นยืนและกล่าวว่า "โดยแท้จริง ชีวิตต้องเป็นของผู้ที่ พยายามจะช่วยชีวิตนั้นไว้ ชีวิตต้องไม่เป็นของผู้ที่พยายามแต่จะทำลายมัน นกที่กำลังบาดเจ็บนี้เมื่อกล่าวโดยสิทธิอันชอบธรรมแล้ว ต้อง ตกเป็นของผู้ที่พยายามช่วยเหลือ คือเจ้าชายสิทธัตถะเถิด (๓๓)
ทุกคนในที่ประชุมลงความเห็นด้วยกับถ้อยคำอันมีเหตุผลเที่ยงธรรมนี้ การตัดสินก็เป็นว่าให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นผู้รับเอานกตัวซึ่ง พระองค์ได้ทรงพยายามช่วยชีวิตนั้นไป พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ในนกนั้นอย่างเอื้อเฟื้อที่สุดจนกระทั่งแผลของมันหายสนิท และได้ ทรงปล่อยมันสู่ความเป็นอิสระกลับไปยังฝูงของมันมีความสุขอยู่ในสระกลางป่าลึกสืบไป (๓๔)