ตอนที่ ๑ กำเนิดพระสิทธัตถะ

             เมื่อ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว ในดินแดนซึ่งบัดนี้เป็นเขตของประเทศเนปาลและของประเทศอินเดีย ตอนที่เป็นมณฑลอูธ (Oudh) และมณฑลพิหารเหนือ (North Behar) นั้น มีอาณาจักรน้อย ๆ ของชนเชื้อขชาติต่าง ๆ ตั้งอยู่ด้วยกันหลายอาณาจักร แต่ละอาณาจักรมีพระราชาของตน ๆ เป็น ผู้ปกครองบ้าง มีคณะบุคคลที่นับเนื่องในราชสกุลเป็นผู้ปกครองบ้าง   (๑)

             ในบรรดาอาณาจักรเล็ก ๆ เหล่านั้น มีอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ตรงพื้นที่ทางทิศเหนือของจังหวัดโครักขปุระในปัจจุบัน ทางฝั่งเหนือของ แม่น้ำรัปติ เป็นดินแดนของชนที่มีเชื้อชาติอันเรียกกันมาว่าพวกศากยะ พระราชาซึ่งปกครองชนชาตินี้ในครั้งนั้นมีพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ พระเจ้าสุทโธทนะมีชื่อสกุลว่า โคตมะ ดังนั้นพระองค์จึงทรงมีพระนามเต็มว่า สุทโธทนะโคตมะ นครซึ่งเป็นราชธานีของอาณาจักรและทั้ง เป็นที่ตั้งแห่งราชสำนักของพระองค์นั้น มีนามว่า กบิลพัสดุ์   (๒)

             พระเจ้าสุทโธทนะมีพระอัครมเหสีนามว่า สิริมหามายา เมื่อทรงอยู่ร่วมกันมาเป็นเวลานานด้วยความผาสุข พระเทวีได้ทรงมีพระครรภ์ และ ทรงรู้พระองค์ว่าจักถึงเวลาประสูติในไม่นานนักแล้ว ได้ทูลขออนุญาตจากพระสวามี เพื่อเสด็จไปเยี่ยมนครอันเป็นที่กำเนิดของพระเทวีเอง อันมีนามว่า นครเทวทหะ และตั้งอยู่ไม่ห่างไกลกันนัก พระเจ้าสุทโธทนะได้โปรดประทานอนุญาตแก่พระเหสีของพระองค์ด้วยความเต็มพระทัย ได้ทรงส่งบุรุษไปตระเตรียมหนทางสำหรับการเสด็จของพระนาง และให้เตรียมทุก ๆ อย่างเพื่อให้เกิดความบันเทิงเริงรื่น ในการเสด็จไป เยี่ยมพระญาติวงศ์ของพระนางเองในครั้งนี้   (๓)

             ที่กึ่งทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับนครเทวทหะต่อกันนั้น มีสวนป่าหรือวโนทยานอยู่แห่งหนึ่งเรียกกันว่า สวนลุมพินี ที่นี้เป็นสถานที่ซึ่งประชาชน แห่งนครทั้งสองได้พากันไปเที่ยวเล่นในฤดูร้อน หาความบันเทิงภายใต้ร่มไม้สาละใหญ่อันมีอยู่ทั่วไปในอุทยานนั้น   (๔)

             ขณะนั้นเป็นวันเพ็ญในเดือนพฤษภาคม ต้นสาละใหญ่ ๆ เหล่านี้ปกคลุมไปด้วยดอกอันสวยงามแต่โคนต้นจนถึงยอด บนกิ่งยาว ๆ ของมัน มีหมู่นกนานาชนิดกำลังร้องด้วยสำเนียงอันไพเราะ ทำให้อากาศอื้ออึงไปด้วยเสียงอันจับใจ และดอกไม้อันมีอยู่มากมายเหลือที่จะคำนวนได้นั้น ก็เต็มไปด้วยแมลงผึ้งทำเสียงหึ่ง ๆ และง่วนอยู่ด้วยการเก็บน้ำหวานจากดอกไม้เหล่านั้น   (๕)

             เมื่อขบวนเสด็จของพระเทวีผ่านมาถึงวโนทยานแห่งนี้ พระนางสิริมหามายาทรงมีพระประสงค์จะทรงพักเล่นในสวนนี้สักครู่หนึ่งตามร่มเงา อันเป็นเพราะเป็นเวลาเที่ยงวัน ดังนั้นพระเทวีจึงทรงรับสั่งให้เขานำพระองค์ผ่านไปตามระหว่างหมู่ไม้ในอุทยานนั้น แต่ชั่วเวลาอันไม่นาน ในขณะที่พระเทวีกำลังเสด็จดำเนินไปมาโดยทรงเพลิดเพลินอยู่กับสิ่งสวยงามและเสียงอันไพเราะในสวนนั้นเอง พระนางทรงเกิดความรู้สึก พระองค์ขึ้นมาอย่างกระทันหันว่า จักต้องมีการประสูติในสถานที่นั้นเสียแล้ว ต่อมาอีกชั่วเวลาเล็กน้อย พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ สวนลุมพินี ภายใต้ต้นสาละอันเต็มไปด้วยหมู่นกและแมลงผึ้ง   (๖)

             สถานที่อันเป็นที่ตั้งแห่งสวนลุมพินีนั้นเป็นที่รู้จักกันได้ไม่ยากในสมัยนี้ เพราะพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งครอบครองประเทศอินเดียในเวลา สามสี่ร้อยปีต่อมาจากสมัยของพระเจ้าสุทโธทนะนั้น ได้ทรงรับสั่งให้สร้างเสาศิลาอันสูงใหญ่ขึ้นตรงที่ซึ่งเป็นที่ประสูติของพระโอรสแห่ง พระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายาแห่งนครกบิลพัสดุ์ เพื่อเป็นเครื่องกำหนดหมายสถานที่อันสำคัญนั้น   (๗)

             ที่เสานั้น พระเจ้าอโศกมหาราชรับสั่งให้จารึกอักษรซึ่งยังคงอ่านได้อยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ มีข้อความว่า พระองค์ทรงได้สร้างขึ้นเพื่อให้ชนชั้นหลัง ทราบได้ถึงสถานที่ที่เคยมีเหตุการณ์สำคัญคือ การประสูติของพระพุทธองค์ แม้เวลาจะล่วงมานับแต่กาลนั้นมาจนถึงบัดนี้ ๒,๐๐๐ ปีกว่าแล้ว ก็ตาม แม้เสาท่อนบนจะได้หักออกและท่อนที่เหลือจะเคยจะเคยเอียงเอนไปทางหนึ่งแล้วก็ตาม เสานั้นก็ยังคงอยู่ในที่ซึ่งพระเจ้าอโศกรับสั่งให้ สร้างขึ้นนั่นเองสืบมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมด้วยอักษรศิลาจารึกที่กล่าวแล้ว มีประชาชนจำนวนมากได้ไปเยี่ยมและนมัสการสถานที่นี้ทุก ๆ ปี   (๘)

             เมื่อพระนางสิริมหามายาได้ประสูติพระโอรสในสวนลุมพินีเช่นนั้น คนทั้งหลายก็งดการพาพระนางไปสู่นครเทวทหะ แต่ได้นำกลับคืนสู่ นครกบิลพัสดุ์ พระเจ้าสุทโธทนะทรงดีพระทัย และทรงจัดให้พระเทวีและพระโอรสของพระองค์ได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างดี   (๙)

             บนทิวเขานอกเมืองกบิลพัสดุ์ เป็นที่อยู่แห่งฤาษีเป็นจำนวนมาก ในบรรดาฤาษีเหล่านั้น มีมหาฤาษีผ้สูงอายุรูปหนึ่งชื่อ กาฬเทวิล เป็นที่ เคารพนับถืออย่างสูงของชาวเมืองกบิลพัสดุ์ แม้พระเจ้าสุทโธทนะเองก็ทรงมีความเคารพรักใคร่ในฤาษีรูปนี้เป็นพิเศษ ดังนั้น เมื่อฤาษีผู้เฒ่า ได้ทราบว่าพระราฃาซึ่งเป็นมหามิตรของตนได้โอรสประสูติใหม่เช่นนั้น ก็ได้มาสู่ราชสำนักแห่งนครกบิลพัสดุ์เพื่อดูพระราชกุมาร   (๑๐)

             เมื่อฤาษีมาถึง พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงประสงค์จะให้ท่านอำนวยพรแก่พระโอรสของพระองค์ จึงได้ทรงนำพระกุมารมาเพื่อทำความเคารพ แก่พระฤาษี เมื่อพระฤาษีได้เห็นพระราชกุมารแล้วได้กล่าวขึ้นว่า "มหาราชเจ้า มันไม่ใช่โอรสของพระองค์ที่ควรแสดงความเคารพต่ออาตมาเสียแล้ว แต่มันเป็นอาตมาเองต่างหากที่ควรแสดงความเคารพต่อพระโอรสของพระองค์ อาตมาได้เห็นชัดแล้วว่า พระกุมารนี้มิใช่เป็นกุมารตามธรรมดา อาตมาได้เห็นชัดแล้วว่า เมื่อพระกุมารนี้เจริญวัยเติบโตเต็มที่แล้ว จักเป็นศาสดาเอก สอนธรรมอันสูงสุดแก่โลกโดยแน่นอนทีเดียว อาตมามั่นใจว่าพระกุมารนี้ต้องเป็นศาสดาอันสูงสุดที่โลกจะพึงมี"   (๑๑)

             เมื่อกล่าวดังนี้แล้ว พระฤาษีได้นิ่งอึ้งอยู่ขณะหนึ่ง มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แสดงความปลื้มอกปลิ้มใจออกมานอกหน้า แต่แล้วน้ำตาได้ค่อย ๆ ไหลซึมออกมาทีละน้อย ๆ จนกระทั่งเป็นอาการร้องไห้มีน้ำตานองทีเดียว   (๑๒)

             พระราชาได้ตรัสถามด้วยความตกพระทัยอย่างยิ่งว่า "ทำไมกัน เกิดเรื่องอะไรแก่พระคุณเจ้าเล่า เมื่อตะกี้นี้พระคุณเจ้าได้ยิ้มอยู่ บัดนี้กลับ ร้องไห้ มีเหตุการณ์อะไรร้ายแรงหรือ พระคุณเจ้าได้มองเห็นเหตุร้ายอันใดอันหนึ่งซึ่งจะเกิดขึ้นแก่โอรสของข้าพเจ้าหรือ"   (๑๓)

             พระฤาษีได้ทูลว่า "หามิได้เลยมหาราชเจ้า พระองค์อย่าได้ทรงตกพระทัยเลย ไม่มีเหตุร้ายอันใดจะมาแผ้วพานพระโอรสของพระองค์ได้ เกียรติคุณของพระกุมารจักรุ่งโรจน์ พระกุมารจักเป็นผู้เรืองอำนาจอันสูงสุด"   (๑๔)

             พระราชาได้ตรัสถามว่า "ถ้าเช่นนั้น ทำไมพระคุณเจ้าจึงร้องไห้เล่า" พระฤาษีได้ทูลว่า "อาตมาภาพร้องไห้เพราะเห็นว่า อาตมามีอายุมากจน จะต้องล่วงลับไปในไม่ช้า จักไม่มีโอกาสอยู่เห็นพระโอรสของพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระศาสดาอันสูงสุดในวันหน้า ดูกรมหาราชเจ้า พระองค์ จักทรงมีพระชนมายุอยู่จนถึงวันอันนำมาซึ่งความสุขอย่างยิ่งนั้น ชนเหล่าอื่นเป็นอันมากก็จักได้ประสพเหตุการณ์อันนั้น ส่วนอาตมาไม่มี โอกาสได้ประสพโชคอันใหญ่หลวง จึงไม่อาจอดกลั้นการร้องไห้ไว้ได้"   (๑๕)

             เมื่อพระฤาษีกล่าวดังนั้นแล้ว ได้ลุกขึ้นจากที่นั่งทรุดตัวลงประคองอัญชลีด้วยมือทั้งสอง แล้วน้อมตัวลงถวายนมัสการแด่พระกุมารนั้น พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงตกตะลึงในคำกล่าวและการกระทำของพระฤาษี ผู้น้อมศีรษะอันขาวโพลนไปด้วยหงอก ก้มลงทำความเคารพ ตรงหน้าของทารกน้อย ๆ แต่ในที่สุด พระองค์ก็ได้ทรงรู้สึกว่า แม้พระองค์เองก็ควรทรงกระทำเช่นเดียวกับพระฤาษีนั้นได้กระทำ ดังนั้น พระองค์จึงได้ทรงประคองอัญชลีแล้วทรุดพระองค์ลงถวายบังคมแก่พระโอรสของพระองค์เอง ซึ่งยังเป็นเพียงทารกอยู่เช่นเดียว กับพระฤาษีนั้น   (๑๖)

             ในประเทศอินเดียในครั้งนั้นมีธรรมเนียมว่า เมื่อเด็กผู้ชายเกิดมาได้ห้าวัน ในวันที่ครบห้านั้นจะต้องมีการเชื้อเชิญผู้เป็นปราชญ์มาประชุมกัน เพื่อทำพิธีสระเกล้าแล้วขนานนามแก่กุมารตามที่ประชุมแห่งนักปราชญ์เหล่านั้นจะเห็นควร พระเจ้าสุทโธทนะก็ได้ทรงประกอบพิธีดังกล่าวนี้ แก่พระโอรสของพระองค์ตามธรรมเนียม   (๑๗)

             ครั้งนั้น ที่ประชุมแห่งนักปราชญ์ได้เลือกเฟ้น แล้วขนานนามให้แก่พระโอรสของพระองค์ว่า "สิทธัตถะ" แปลว่า "ผู้มีความสำเร็จสมประสงค์ ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ" นักปราชญ์เหล่านั้นพากันกล่าวว่าเขาได้มองเห็นว่า พระกุมารนี้จักไม่เป็นไปดังเช่นกุมารทั้งหลายใด ถ้าหากว่า อยู่ครองฆราวาส จักเป็นพระราชาในเวลาอันสมควร แล้วจักเป็นมหาราชาผู้จักรพรรดิในที่สุด ถ้าหากว่าไม่อยู่ครองฆราวาส แต่ออกบวช เป็นนักบวชแล้ว ก็จักเป็นพระศาสดาชั้นสูงสุดทำนองเดียวกัน   (๑๘)

             แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีนักปราชญ์คนหนึ่งในหมู่ปราชญ์เหล่านั้นยืนยันผิดแปลกไปจากนักปราชญ์ทั้งหลาย ท่านผู้นี้ได้กล่าวว่า ตามความเห็น ของท่านแล้ว ท่านแน่ใจว่าเมื่อพระกุมารนี้เติบโตขึ้น จักไม่เจริญรอยตามพระราชบิดาอย่างแน่นอน แต่จักสละราชบัลลังก์และราชอาณาจักร ทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง แล้วประพฤติพรหมจรรย์บรรลุธรรมเป็นศาสดาเอกในโลก นักปราชญ์ผู้เดียวนี้ได้กล่าวพยากรณ์อนาคตของ พระกุมารตรงเป็นอันเดียวกับคำกล่าวของพระฤาษีผู้เฒ่าดังนี้   (๑๙)

             เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่พระราชาย่อมทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่งว่า ประชาชนและนักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายในอาณาจักรของพระองค์ ได้พากันหวังว่าพระกุมารน้อยนี้เมื่อทรงเจริญวัยแล้วจักเป็นมหาบุรุษ แต่พระองค์ไม่ทรงสบายพระทัยในข้อที่ว่า พระกุมารนี้จักไม่เจริญรอยตาม พระองค์ในการครองราชสมบัติ แต่จักออกบวชเป็นศาสดาผู้สอนศาสนาไปเสีย พระองค์ทรงพระประสงค์ให้พระโอรสของพระองค์ทรงเป็นอยู่ อย่างชาวโลก และทรงทำอย่างที่ชาวโลกเขาทำกัน กล่าวคือการสมรสและมีบุตร เมื่อพระองค์เองก็ทรงชราภาพมากแล้ว จักไม่อยู่ครอง อาณาจักรไปได้นาน จึงทรงประสงค์ที่จะเห็นพระโอรสของพระองค์ขึ้นครองบัลลังก์ ปกครองประชาราษฎร์ให้อยู่เย็นเป็นสุขดังที่พระองค์ กระทำมาด้วยความสวัสดี   (๒๐)

             พระองค์ได้ทรงรำพึงในใจว่า "ต่อไปวันหน้า ใครจะรู้ได้ บางทีลูกของเราาจักเป็นมหาราชครอบครองอาณาจักร ไม่เพียงแต่นครกบิลพัสดุ์ น้อย ๆ นี้เท่านั้น แต่จักครองชมพูทวีปทั้งหมดทั้งสิ้นก็ได้" พระเจ้าสุทโธทนะได้ทรงปลอบพระองค์เองดั่งนี้ ความคิดเช่นนี้เองได้ทำให้พระองค์ ทรงมีความหวังและมีความอิ่มพระทัยเป็นอันมาก พระองค์ทรงตกลงพระทัยในการที่จะทรงกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่พระองค์จะทรงทำได้ เพื่อให้เป็นที่แน่นอนว่าพระสิทธัตถะจักอยู่ครองฆราวาส และจะไม่คิดถึงสิ่งใดอื่นมากไปกว่านั้น   (๒๑)

             แต่ในขณะเดียวกันนั้น พระองค์ต้องทรงประสพความหม่นหมองพระทัยด้วยเรื่องอื่นอีกเรื่องหนึ่ง จำเดิมแต่พระนางเจ้าสิริมหามายา ได้ประสูติพระสิทธัตถะแล้ว พระเทวีได้ประชวรและไม่อาจจะกลับมีพระกำลังเข้มแข็งดั่งเดิม แม้ว่าจะได้รับความประคบประหงมอย่างสูงสุด ตามที่พระราชินีทั้งหลายพึงจะได้รับ มีแพทย์อย่างดี มีผู้รักษาพยาบาลอย่างดี แต่ในที่สุดพระเทวีก็สิ้นพระชนม์ชีพในวันที่สองนับแต่วัน ที่ได้มีการขนานนาม หรือนับเป็นวันที่เจ็ดจากวันที่พระนางได้ประสูติพระโอรส ทุกคนได้พากันเศร้าโศกในการสิ้นพระชนม์ของพระนาง ผู้ที่โศกเศร้าเป็นอย่างยิ่งก็คือพระราชสวามีของพระนาง เพราะเหตุที่พระนางเป็นกุลสตรีที่ประเสริฐสุด เป็นพระเทวีที่มีคุณธรรมสูงเหนือ สตรีและเทวีทั้งหลาย   (๒๒)

             เมื่อเหตุการณ์เป็นไปดั่งนี้ พระราชาจำต้องทรงประทานพระโอรสกำพร้ามารดาองค์นี้ ให้อยู่ในความอารักขาของพระเทวีองค์หนึ่ง ซึ่ง เป็นพระน้านาง และมีนามว่า มหาปชาบดี พระเทวีพระองค์นี้ได้ทรงเอาพระทัยใส่ทะนุถนอมราวกับว่าเป็นพระโอรสของพระองค์เองก็ปานกัน ด้วยเหตุนี้พระสิทธัตถะกุมารจึงไม่เคยทรงเห็นพระพักตร์พระมารดาอันแท้จริงของพระองค์เลย   (๒๓)



    



จัดสร้างและพัฒนา โดย สมพงศ์ ชูสุวรรณ
๑๓๘/๑๘ ซอยวุฒากาศ ๔๒ แยก ๒-๑ ถนนวุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๕๐ โทร.๐ ๒๘๗๕ ๕๐๙๓