"พ่อเคยสังเกตพฤติกรรมของลูกบ้างไหม" แม่เอ่ยถามพ่อในเย็นวันหนึ่ง
"ลูกของเราเป็นอย่างไรหรือแม่" พ่อไม่ได้ตอบคำถามแต่ย้อนถามแม่กลับไป
"แม่รู้สึกว่าลูกของเราจะรักเพื่อน เชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่เสียอีก พ่อคิดเหมือนที่แม่คิดหรือเปล่า" แม่ถามอีก
"เป็นปกติของเด็กในวัยนี้ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเลย ที่สำคัญคือเราต้องคอยดูแล ตักเตือน แนะนำให้ลูกรู้สิ่งที่ควรหรือไม่ควร เพราะเด็กในวัยนี้อาจจะถูกชักจูงให้หลงผิดได้ง่าย" พ่อบอกให้แม่คลายกังวล
"จริง ๆ นะพ่อ บางครั้งแม่อดน้อยใจไม่ได้ว่าทำไมลูกจึงไม่เชื่อฟังเราเลย แต่กับเพื่อนกลับเชื่อเขาทุกอย่าง วันนี้ก็เช่นกันบอกว่าจะกลับ บ้านเย็นหน่อยเพราะจะต้องช่วยเพื่อนทำรายงาน" แม่บ่นด้วยความน้อยใจ
"สวัสดีค่ะ คุณพ่อ คุณแม่ มนกลับมาแล้วคะ ได้ยินเสียงคุณแม่บ่นถึงมนอยู่ใช่ไหมค่ะ" มนถามพ่อกับแม่หลังจากที่วางกระเป๋า หนังสือเรียนลงบนโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
"ใช่แล้วลูก วันนี้ลูกกลับช้าคุณแม่เป็นห่วง" พ่อตอบ
"มนช่วยเพื่อนทำรายงานคะคุณพ่อจึงกลับบ้านช้าไป" มนบอกให้พ่อทราบ
"ลูกมีเพื่อนหลายคนไหมลูก" พ่อถามมน
"ก็หลายคนเหมือนกันคะคุณพ่อ" มนตอบไปทั้ง ๆ ที่ไม่ทราบจุดประสงค์ของพ่อเลย
"การมีเพื่อนเป็นเรื่องที่ดี แต่ในขณะเดียวกันการคบเพื่อนจะต้องพิจารณาดูให้ดี เพราะเพื่อนบางคนอาจจะชักนำเราไปสู่สิ่งที่ไม่ดีก็ได้ ดังนั้น การคบเพื่อนจึงต้องพิถีพิถันเลือกคบแต่เพื่อนที่ดี การคบเพื่อนที่ดีจะนำเราไปสู่สิ่งที่ดี พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อคบคนเช่นใดก็จะเป็นไปเช่นบุคคล นั้น คบคนดีก็จะเป็นคนดี คบคนชั่วก็จะเป็นคนชั่วเช่นกัน" พ่ออธิบายให้มนฟัง
คืนนั้น หลังจากที่ทุกคนรับประทานอาหารเย็นเสร็จเรียบร้อยแล้ว นั่งพักผ่อนกันพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ ลูก พ่อจึงถามมนว่า
"ถึงเวลาที่พ่อต้องบริการลูกหรือยังล่ะลูก" พ่อแกล้งถามมน
"ถึงแล้วคะ" มนตอบยิ้ม ๆ
"ลูกโตแล้วนะจ๊ะ ยังจะให้พ่อเล่านิทานให้ฟังอีกหรือลูก" แม่ถามมน
"พ่อสัญญากับมนว่าจะเล่านิทานให้มนฟังจนกว่ามนจะเรียนจบมหาวิทยาลัยค่ะคุณแม่" มนตอบ
นานมาแล้วมีฤาษีสี่คนพี่น้อง บำเพ็ญบารมีอยู่ในป่าหิมพานต์ ครั้นเวลาผ่านไป ฤาษีพี่ชายใหญ่ได้ถึงแก่กรรมไปเกิดเป็นพระอินทร์ในสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ และได้ลงมาหาน้องทั้งสามอยู่เสมอ
อยู่มาวันหนึ่ง พระอินทร์ได้ทรงประทานมีดวิเศษให้น้องชายคนที่หนึ่ง เพื่อผ่าฟืนไว้ก่อกองไฟผิงเนื่องจากป่วยเป็นโรคผอมเหลือง ต้องผิงไฟตลอด เวลาโดยชี้แจงให้ทราบว่า
"เมื่อเอามือเคาะที่มีดแล้วบอกว่าจงไปหาฟืนมาก่อกองไฟ มีดก็จะไปหาฟืนมาก่อไฟให้ทันที" พระอินทร์ได้ไปหาฤาษีผู้น้องชายคนที่สอง และได้ประทานกลองทิพย์ไว้สำหรับไล่โขลงช้างที่มาถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ และสร้างความรำคาญที่ บรรณศาลา พร้อมกับแจ้งให้ทราบว่า
"กลองใบนี้ถ้าตีที่หน้านี้จะไล่ช้างให้หนีไป แต่ถ้าตีอีกหน้าหนึ่งจะทำให้ช้างอ่อนน้อมยอมตนเป็นบริวาร ท่านประสงค์อย่างใดจงทำตามที่ต้องการเถิด"
หลังจากนั้นก็ได้ไปหาฤาษีองค์สุดท้าย และได้ประทานหม้อวิเศษแก่ฤาษีผู้เป็นน้องเพื่อจะได้ฉันนมเนื่องจากเป็นโรคขาดอาหาร และได้แจ้งให้ทราบว่า
"ถ้าต้องการนมจงคว่ำหม้อใบนี้ นมก็จะไหลออกมา ถ้าไม่บอกให้หยุดก็จะไหลไม่มีที่สิ้นสุด จนกลายเป็นแม่น้ำไหลลงสู่ทะเล"
สั่งเสร็จแล้วพระอินทร์ก็กลับไปยังวิมานของพระองค์ ตั้งแต่นั้นมา มีดวิเศษก็ได้ก่อไฟให้ฤาษี ฤาษีอีกองค์หนึ่งก็ได้ตีกลองให้ช้างหนีไป ส่วนฤาษี อีกองค์หนึ่งก็ได้ฉันนมตามประสงค์เป็นประจำ
ยังมีสุกรตัวหนึ่งได้แก้ววิเศษจากบ้านร้างแห่งหนึ่ง ทำให้สุกรตัวนั้นเหาะเหินเดินอากาศได้ มันจึงได้คาบแก้วมณีวิเศษเหาะไปอาศัยอยู่ที่เกาะกลาง มหาสมุทร มีชายคนหนึ่ง มีอาชีพเป็นลูกจ้างออกไปกับเรือสำเภาเพื่อทำการค้าขาย วันหนึ่งเกิดพายุคลื่นจัดทำให้เรือสำเภาแตก เขาจึงลอยน้ำไปติดอยู่ที่เกาะ ซึ่งสุกรที่มีแก้วมณีวิเศษอาศัยอยู่ เมื่อรู้สึกหิวจึงออกเดินหาผลไม้กินเป็นอาหาร พบสุกรนอนหลับคาบแก้วมณีวิเศษเอาไว้ จึงย่องไปหยิบแก้ว มณีวิเศษแล้วรีบเหาะไปยังป่าหิมพานต์ครั้นเห็นบรรณศาลาของฤาษีจึงลงไปขอพักด้วย เมื่อได้เห็นอานุภาพของมีดวิเศษ กลองทิพย์ และหม้อวิเศษ นึกอยากจะได้ไว้เป็นเจ้าของ จึงออกอุบายเจรจาขอแลกเปลี่ยนแก้วมณีวิเศษของตนกับมีดวิเศษของฤาษี ฤาษีก็ตกลง เขาจึงมอบแก้วมณีวิเศษของ ตนให้ฤาษี และรับมีดของฤาษีมา แล้วออกเดินทางต่อไป ครั้นพอไปได้หน่อยหนึ่งก็สั่งให้มีดวิเศษไปฆ่าฤาษีพร้อมกับให้นำเอาแก้ววิเศษคืนมาด้วย หลังจากนั้นก็ได้ปฎิบัติเช่นเดียวกันนี้กับฤาษีอีกสององค์
ในที่สุดเขาก็มีของวิเศษครบทั้ง ๔ ชนิด คือ แก้วมณีวิเศษ มีดวิเศษ กลองทิพย์ และหม้อวิเศษ หลังจากนั้นเขาจึงได้เหาะไปยัง กรุงพาราณสี แล้วส่งหนังสือไปท้ารบกับพระเจ้ากรุงพาราณสี
พระเจ้ากรุงพาราณสีทรงพิโรธมาก รีบยกกองทัพออกไปหมายจะจับชายคนนั้นมาประหารชีวิตให้สาสมกับความโอหังที่กล้ามาท้ารบ
ชายผู้มีของวิเศษได้ตีกลองขึ้น กองทัพทั้งหมดของพระเจ้ากรุงพาราณสีก็กลับไปอ่อนน้อมเป็นบริวารของเขา เขารีบเทนมออกจากหม้อ ปล่อยให้ไหลท่วมพระเจ้ากรุงพาราณสีและรี้พลที่ยังเหลือ แล้วใช้ให้มีดวิเศษไปตัดศีรษะของพระเจ้ากรุงพาราณสี มีดวิเศษก็ได้ทำตามสั่งทันที เมื่อพระเจ้ากรุงพาราณสีสิ้นพระชนม์แล้ว บรรดาชาวเมืองจึงได้อัญเชิญชายผู้นั้นอภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า พระเจ้าทธิวาหนะ ครอบครองกรุงพาราณสีสืบต่อไป
อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าทธิวาหนะได้เสด็จทรงกีฬาทางน้ำ ได้รับสั่งให้เจ้าพนักงานขึงตาข่ายล้อมบริเวณที่ทรงกีฬา มีเจ้าพนักงานคนหนึ่ง เก็บมะม่วงที่ลอยมาได้ผลหนึ่งจึงนำขึ้นถวายพระเจ้าทธิวาหนะ ครั้นพระองค์ได้เสวยก็ทรงพอพระทัยในรสอันหอมหวานของมะม่วงนั้นเป็นยิ่งนัก จึงมีรับสั่งให้นำเมล็ดของมะม่วงไปปลูกพระราชอุทยาน โปรดให้ผู้ดูแลอุทยานรดด้วยน้ำเจือด้วยนมสดทุกวัน
เมื่อเวลาผ่านไป มะม่วงก็เจริญเติบโตผลิดอกออกผลมากมาย ผลทุกผลจะมีสีดุจทองคำ มีรสเป็นเลิศหามะม่วงใดเทียมได้ พระเจ้าทธิวาหนะได้รับสั่งให้บำรุงดูแลเป็นอย่างดี เมื่อผลมะม่วงสุกก็ทรงให้ส่งมะม่วงไปถวายพระมหากษัตริย์ในเมืองต่าง ๆ กษัตริย์แต่ละเมือง เมื่อได้เสวยมะม่วงก็ทรงติดใจในรสอันหอมหวาน จึงมีรับสั่งให้เพาะเมล็ดไว้ แต่เมล็ดมะม่วงเหล่านั้นไม่งอกตามที่ทรงคิดเนื่องจากพระเจ้าทธิวาหนะ รับสั่งให้เอาเงี่ยงปลาแทงเสียก่อน จึงทำให้ไม่สามารถที่จะขยายพันธุ์ได้
มีพระราชาองค์หนึ่ง ทรงทราบถึงอุบายของพระเจ้าทธิวาหนะจึงรับสั่งให้นายอุทยานคนหนึ่งของพระองค์เข้าเฝ้า และตรัสถามว่า
"เจ้าสามารถทำให้มะม่วงของพระเจ้าทธิวาหนะมีรสขมได้ไหม"
"ได้ พระเจ้าค่ะ" นายอุทยานกราบทูล
"ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงปลอมตัวไปเป็นคนเฝ้าอุทยานของพระเจ้าทธิวาหนะ แล้วใช้กลอุบายของเจ้าจัดการให้มะม่วงที่มีรสเลิศของพระเจ้าทธิวาหนะมี รสขมให้จงได้" พระราชาทรงรับสั่ง พร้อมทั้งได้พระราชทานเงินรางวัลแล้วส่งไปยังกรุงพาราณสีเพื่อปฏิบัติการทันที
นายอุทยานเดินทางมุ่งสู่กรุงพาราณสี เมื่อถึงที่หมายก็รีบเข้าเฝ้าพระเจ้าทธิวาหนะขออาสาเป็นผู้ดูแลบำรุงรักษาพระราชอุทยาน พร้อมกับได้ แสดงความรู้ความสามารถในการดูแลบำรุงรักษาพระราชอุทยานให้ประจักษ์แก่พระเจ้าทธิวาหนะ
พระเจ้าทธิวาหนะทรงรับนายอุทยานคนนนั้นไว้และมอบหมายให้ดูแลพระราชอุทยาน เขาได้เอาใจใส่ดูแลรักษาให้ต้นไม้ผลิดอกออกผลตลอดปี จนเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าทธิวาหนะมาก ได้มอบหมายตำแหน่งหัวหน้าพระราชอุทยานให้ พร้อมกับถอดคนเก่าออกไป ครั้นโอกาสมาถึงเช่นนี้ หัวหน้าพระราชอุทยานคนใหม่ก็เริ่มงานตามแผนการทันที เขาได้นำต้นสะเดาและเถาบอระเพ็ดมาปลูก รอบ ๆ ต้นมะม่วงที่มีรสอันวิเศษนั้น เมื่อต้นสะเดาและเถาบอระเพ็ดโตขึ้น รากของมันก็ไปเกี่ยวพันกับรากของต้นมะม่วง ทำให้มะม่วงที่รสหวานหอม อร่อยกลายเป็นมะม่วงที่มีรสขมไปด้วย ครั้นเมื่อเขาได้ดำเนินการตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ก็ได้หลบหนีกลับไปยังเมือง ของตน
พระเจ้าทธิวาหนะได้เสวยมะม่วงที่มีรสขมก็แปลกพระทัยว่าทำไมมะม่วงที่เคยมีรสหอมหวานเป็นเลิศกลับมีรสขมเช่นนี้ จึงได้มีรับสั่งถาม ขึ้นว่า
"ท่านอำมาตย์ ท่านรู้ไหมว่าทำไมมะม่วงในอุทยานของเราจึงมีรสขมเช่นนี้"
"ทราบพระเจ้าค่ะ เป็นเพราะมีต้นสะเดาและเถาบอระเพ็ดขึ้นอยู่รอบ ๆ ต้นมะม่วง ทำให้รากของมะม่วงดูดซับเอารสขมจากรากของ ต้นสะเดาและเถาบอระเพ็ดเข้าไป จึงทำให้ผลมะม่วงมีรสขมไปด้วย" อำมาตย์ผู้นั้นทูลให้ทรงทราบ
เมื่อพระเจ้าทธิวาหนะทรงทราบถึงสาเหตุก็รับสั่งให้ขุดต้นสะเดาและเถาบอระเพ็ดทิ้ง แล้วปรับปรุงดินเสียใหม่ ทรงกำชับให้นายอุทยาน คนเก่ารดน้ำต้นมะม่วงด้วยน้ำผสมนมสดและน้ำตาลอย่างที่เคยกระทำมาในกาลก่อน ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปมะม่วงต้นนั้นก็กลับมีรสโอชาเหมือนเดิม
"จบแล้วลูก" พ่อบอกมนเมื่อเล่านิทานเรื่องมะม่วงขมจบลง "เห็นหรือยังว่าการอยู่ใกล้ชิดสิ่งใดย่อมเป็นไปเช่นสิ่งนั้น ธรรมชาติของมะม่วงมี รสหวาน แต่เมื่ออยู่ใกล้ชิดต้นสะเดาและเถาบอระเพ็ดซึ่งมีรสขม ความหวานก็เริ่มเปลี่ยนเป็นขม การคบเพื่อนก็เหมือนกัน ถ้าคบเพื่อนดี เพื่อนก็จะ แนะนำชักชวนให้ทำในสิ่งที่ดี แต่ถ้าคบเพื่อนชั่ว เขาก็จะแนะนำชักชวนให้ทำในสิ่งที่ไม่ดี บ่อย ๆ เข้าเราจะเอนเอียง เห็นดีเห็นงามกับเขาไปด้วย เหมือนกับต้นมะม่วง ในชีวิตของพ่อพ่อหวังเพียงให้ลูกของพ่อเป็นคนดี พ่อก็มีความสุขแล้ว" พ่อพูดพลางเอื้อมมือไปลูบหัวของมนด้วยความรัก
จัดสร้างและพัฒนา โดย สมพงศ์ ชูสุวรรณ
๑๓๘/๑๘ ซอยวุฒากาศ ๔๒ แยก ๒-๑ ถนนวุฒากาศ แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๕๐